A monastic life, Stepping into Freedom ชีวิตนักบวช ก้าวย่างสู่อิสรภาพ

Dear friends, This is an interview of Sister Ling nghiem in Thai language. It publish on September 2003.
สัมภาษณ์หลวงพี่มิรามิสา
จาก คอลัมน์สัมภาษณ์ นิตยสารสารคดี ฉบับ 223 เดือนกันยายน 2546
นิรมล มูนจินดา, วาสนา ชินวรากร : สัมภาษณ์




1 ฤดูร้อน พ.ศ. 2544 ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส
เด็กคนหนึ่งถามหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ว่า "ทำไมท่านถึงโกนผม ?" ท่านตอบว่า "มีเด็กหลายคนที่ถามว่า ทำไมพวกเราจึงโกนผม คำตอบที่ฉันมักจะตอบเด็กๆ ไปคือ พวกเราต้องการประหยัดแชมพู แต่ยังมีคำตอบอย่างอื่นอีกด้วย พระพุทธเจ้าเคยตรัสแก่ ภิกษุภิกษุณีว่า ทุกเช้าเมื่อ เธอตื่นขึ้นมา เธอจะต้องแตะศีรษะของตนเองแล้วระลึกว่า เธอเป็นภิกษุ และภิกษุณี มิใช่คนที่ใช้ชีวิตในโลกียะ โปรดระลึกไว้ว่าเธอเป็นภิกษุภิกษุณีแล้ว เธอจะ ได้รู้ว่าเธอไม่ควรวิ่งไล่ตามชื่อเสียงเงินทอง แต่ควรพยายามบ่มเพาะความเมตตากรุณา และความเข้าใจในทุกๆ วัน"
"เหตุผลอีกอย่างหนึ่งก็คือ มันเป็นการกระทำเชิงสัญลักษณ์ที่เราปฏิบัติ เพื่อแสดง ความตั้งใจแน่วแน่ที่จะไม่กระทำอย่างที่เคยกระทำมาก่อน พวกเราปรารถนาจะเริ่มต้นใหม่ อย่างแท้จริง พวกเราปรารถนาจะใช้ชีวิตทางจิตวิญญาณ นี้คือการแสดงออกถึงความตั้งใจ แน่วแน่นั้น การโกนผมเป็นภาษาอย่างหนึ่งที่บอกว่า ฉันปรารถนาจะเดินในหนทาง ทางจิตวิญญาณตามอย่างพระพุทธเจ้า"
"นอกจากเหตุผลเหล่านั้น เรายังต้องการบอกกับคนทั่วไปด้วยว่า พวกเราคือภิกษุ ภิกษุณี และพวกเขาไม่ควรพยายามวิ่งไล่ตามเรา และพาเราไปเป็นสามีหรือภรรยา นี่เป็นข่าวสารทางอ้อมที่บอกว่า ฉันเป็นภิกษุแล้ว กรุณาอย่าพยายามล่อลวงฉันเลย ฉันเป็นภิกษุณีแล้ว กรุณาอย่าพยายามล่อลวงฉันเลย กรุณาให้ฉันอยู่ตามลำพัง เพื่อที่ฉัน จะได้เดินตามทางของพระพุทธเจ้า นี่เป็นสิ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งยิ่งนัก"

2 หลวงพี่ณีนิรามิสา
หลวงพี่นิรามิสา มีชื่อเดิมว่า สมพร พันธจารุนิธิ เกิดและเติบโตในครอบครัวคนจีน ที่ทำกิจการโรงพิมพ์ จบชั้นมัธยมต้นและมัธยมปลาย ที่โรงเรียนอัสสัมชัญคอนแวนต์ และโรงเรียนมาแตร์เดอี จากนั้นเข้าเรียน คณะพยาบาลศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว สมัครทำงานเป็นพยาบาลและผดุงครรภ์ ค่ายอพยพชาวอินโดจีน อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ก่อนจะศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ด้านการศึกษาเด็กเล็ก ณ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐมินนิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา
เคยทำงานในตำแหน่งผู้แทนผู้อำนวยการ (Co-representative) กับองค์การ American Friends Service Committe ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้หญิง เด็ก ชนกลุ่มน้อย และคนชนบท ในท้องถิ่นทุรกันดาร สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และเคยเป็น ที่ปรึกษาขององค์การ UNICEF ในโครงการการศึกษาเพื่อเด็กเล็กและครอบครัวใน หมู่บ้าน ที่ประเทศเดียวกันด้วย
ในวันเกิดปีที่ 36 ขณะเดินจงกรมที่วัดสกป่าหลวง เวียงจันทน์ ได้ตัดสินใจชัดเจนว่า จะมีชีวิตนักบวช

สองปีถัดมา บวชเป็นสามเณรีในประเพณีพุทธแบบมหายานกับหลวงปู่ติชนัทฮันห์ ณ หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส มีชื่อทางธรรม เป็นภาษาเวียดนามว่า เจงลึงเงียม (Chan Linh Nghiem) หรือ Adornment with Spirituality
พ.ศ. 2543 บวชเป็นภิกษุณีมีชื่อทางธรรมว่า นิรามิสา หรือ ผู้ไม่ติดในเหยื่อล่อของวัตถุทางโลก ปัจจุบันประจำอยู่ที่ หมู่บ้านพลัม และเดินทางร่วมกับหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ และสังฆะหมู่บ้านพลัม เผยแผ่การฝึกปฏิบัติธรรมในยุโรป และสหรัฐอเมริกา เป็นบางครั้งบางหน
พ.ศ. 2545 และ 2546 เดินทางกลับมาเยี่ยมเยียนประเทศบ้านเกิดเมืองนอน และให้การอบรมการฝึกปฏิบัติเจริญสติตามแบบ หมู่บ้านพลัม

3 ที่หมู่บ้านพลัม ท่านเป็นภิกษุณีคนไทยคนเดียวหรือเปล่าคะ
เป็นคนไทยคนเดียวค่ะ แต่มีผู้ปฏิบัติธรรมคนไทยที่เรียน และที่มีครอบครัวอยู่ใน ฝรั่งเศสมาบ้าง

ชีวิตประจำวันที่หมู่บ้านพลัมทำอะไรบ้าง
ตารางเวลาปรกติประจำวันจะตื่นตีห้า แล้วฟาสต์วอร์กกิ้งตอน 05.30น. เป็นการเดินเร็ว ด้วยความเบิกบาน เหมือนการออกกำลังกายกลายๆ บางรูปก็จะวิ่งสมาธิสัก 15 นาที 06.00 น. สวดมนต์ตอนเช้า เป็นภาษาเวียดนาม 07.45 น. รับประทานอาหารเช้า 09.00 น. ทุกคนในชุมชนจะมารวมกัน ร้องเพลง และประกาศเรื่องแจ้งให้ทราบ ในชุมชน เสร็จแล้วจะแยกไปทำงานเจริญสติ ประมาณ 11.45 น. เดินด้วยความเบิกบาน 12.45 น. รับประทานอาหารกลางวันและพัก ส่วนตอนบ่ายก็จะแล้วแต่ บางวันเป็น การสนทนาธรรม บางวันเป็นการเรียนเกี่ยวกับเรื่องศีล บางวันก็เรียนภาษา บางวันก็จะพัก สัก 16.00 น. หรือ 17.00 น. ก็นั่งสมาธิและสวดมนต์เป็นภาษาอังกฤษ หรือ ฝรั่งเศส แล้วแต่กลุ่มผู้เข้าร่วม และรับประทานอาหารเย็น ตอนค่ำเป็นเวลาว่าง หรือ ฝึกปฏิบัติส่วนตัว อันนี้คือพื้นฐานโดยรวม จะแตกต่างกันไป ในแต่ละฤดูกาล

 

ระบบความสัมพันธ์ในสังฆะหมู่บ้านพลัมเป็นแบบไหนคะ
ที่หมู่บ้านพลัมมีการนำประชาธิปไตยกับระบบอาวุโสมาใช้ด้วยกัน คือมีคณะกรรมการที่ชุมชนนักบวชเลือกขึ้นมาในแต่ละวัด เรียกว่า Caretaking Council หรือ คณะกรรมการผู้ดูแล นิรามิสาอยู่ที่วัดใหม่ (วัด New Hamlet) และอยู่ในคณะกรรมการนี้ เป็นผู้ดูแลงานบริหารทั้งหมด โดยเป็นคนรวบรวมและรับฟังเสียงของชุมชนสังฆะ โดยเฉพาะเสียงของนักบวชใหม่ ที่ประชุมนี้ มีลักษณะของ consensus หรือประชามติ เป็นกระบวนการที่ชอบมาก เพราะเปิดโอกาสให้รุ่นน้องได้แสดงความคิดเห็น และได้ เข้ามาทำงานด้วย พอฟังเสียงของชุมชนสังฆะแล้ว ก็เข้าปรึกษากับเจ้าอาวาสและบรรดาท่านอาจารย์
อย่างคนที่มาบวช พอผ่านไปได้ช่วงระยะหนึ่งก็จะต้องเข้าพิธี รับตะเกียงเป็นธรรมาจารย์ หมายถึง สามารถเป็นผู้สอนได้ แต่ในความหมายจริงๆ ถึงแม้บวชมาหนึ่งวัน ถ้าเราเปลี่ยนแปรสภาพได้เราก็เป็นอาจารย์ได้เหมือนกัน คือเป็นอาจารย์ในวิถีการปฏิบัติ การมอบตะเกียงธรรมาจารย์นี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เอาเข้าที่ประชุม เพื่อปรึกษากันว่าเห็นด้วยไหม
ในขณะเดียวกันเราก็ยังมีความเคารพในรุ่นพี่ เช่น ผู้อาวุโสในแง่การฝึกปฏิบัติมาก่อน เพราะว่าทุกคนที่บวช ปฏิญาณตัวที่จะฝึก ปฏิบัติเพื่อเปลี่ยนแปรสภาพ คนที่เคยเป็นคนเสียงดังหรือมักจะใจร้อน ก็กลายเป็นคนใจเย็น เป็นความจริงที่เห็นได้ในหมู่บ้านของเรา ถึงแม้ว่าเขาจะอายุแค่ 30 เราอายุ 41 แต่เขาบวชมาก่อนเรา ก็ถือว่าเป็นพี่เรา เราก็เคารพ
เพราะฉะนั้นในสังคมหมู่บ้านพลัมก็จะมีความ เคารพรักกัน สอนกันในเรื่องความเป็นพี่เป็นน้อง ในระบบอาวุโสทางธรรม มีความ ไว้วางใจกันสูงมาก และถ้าประชุมแล้ว ถ้าบางเรื่องไม่ผ่านประชามติ เราก็จะอิงผู้อาวุโส หลวงพี่ใหญ่ หรือเจ้าอาวาส เราปฏิบัติธรรม ในการไว้ใจภูมิปัญญาของท่าน ที่มีประสบการณ์มากกว่า ซึ่งอาจจะต่างในสังคมที่นับอาวุโสกันที่อายุ
สิ่งหนึ่งที่นิรามิสาเคารพคือ คนที่บวชก่อนนั้น เขาได้ฝึกปฏิบัติตลอด และ มีการเปลี่ยนแปรอยู่ตลอด เพียงแต่บางคนอาจจะช้า บางคนอาจจะเร็ว ถ้าเป็น คนวัยหนุ่มวัยสาว ยังไม่ถูกใส่จากสังคมมามาก จะเปลี่ยนแปรเร็ว และจะมี ความสุข เบิกบานเร็ว เป็นเรื่องจริงค่ะ ถ้าอายุมากหน่อยมาบวช ก็ต้องมีความ ขยันหมั่นเพียรมาก เพราะเก็บตกมาจากสังคมมาก ไม่ว่าจะเป็นการสั่งสอน การกระทำต่างๆ ความคิดเห็นที่มีมาก่อน ความจำได้หมายรู้มีมาเยอะแยะ พอมาบวช ก็ต้องมาแกะออก
นิรามิสาเองก็เรียนจบปริญญาโท พอไปอยู่ที่นั่นก็ต้อง deknowledge หรือ สลายความรู้ออกแล้วปล่อยวาง เหมือนกับเราเกิดใหม่จริงๆ แต่เราก็ยังมีความรู้ ความเชี่ยวชาญอยู่ในตัวเรา ถือว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่สิ่งที่ไม่มีประโยชน์คือ การยึดว่าเรารู้เรื่องนี้อยู่ ทำให้เราไม่มีแรงจะเปิดประตูด้านอื่น พอบวชแล้วรู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้หลุดออกไปหมด คือเราไม่ได้เป็นอะไร เป็นใครมาก่อน แล้วเราก็รับ สิ่งที่เป็นความงามแท้จริงเข้ามาแทน ด้วยวิถีแห่งการปฏิบัติ อยู่ในเนื้อในหนัง ของเราเอง อยู่ในวิถีปฏิบัติของการดำเนินชีวิตจริงๆ เป็นการเดิน การนั่ง การนอน สิ่งที่คิดขึ้นมาเป็นตัวเรา


ตอนเด็ก ๆ ท่านเป็นอย่างไรคะ
ตอนเด็ก ๆ จะเรียบร้อยมาก จนได้รางวัลความประพฤติดีตอนเรียนอยู่ ป. 2 กับ ป. 4 จำได้ว่าตอน ป. 2 เราไม่พูดเลยตลอดทั้งปี เป็นเด็กเงียบ พอ ป. 6 กลับกลายมาเป็น เด็กแก่น เป็นเด็กกวนคุณครู เป็นหัวโจก พอไปเรียนเรื่องการศึกษาเด็กเล็กที่อเมริกา เลยได้เข้าใจว่า เป็นธรรมชาติของวัยที่เปลี่ยนไป เราต้องการหาสัญลักษณ์ของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ เป็นเอกราช เราอยากหาอะไรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเรา นึกถึงกลับไปแล้ว สงสารคุณครูจังเลย (หัวเราะ) พอเริ่มโตขึ้นไป ม.ศ. ปลาย ก็จะเริ่ม ลงตัวขึ้นมาได้


รู้จักหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ได้อย่างไรคะ
ตอนอายุ 16 เรียนอยู่ ม.ศ. 3 กำลังจะต่อมัธยมปลาย โยมพี่สาวคนโต (นงลักษณ์ พันธจารุนิธิ) สอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ มหิดลไปก่อนแล้ว และอยู่ชมรม พุทธศาสตร์ ได้ให้หนังสือชื่อ "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" ของ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มีคุณประชา (หุตานุวัตร) สมัยที่ยังเป็นพระประชา ปสนฺนธมฺโม เป็นผู้แปล อ่านครั้งแรก รู้สึกประทับใจมาก เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เอาไปใช้ได้ เป็นหนังสือที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนกับว่าเป็นพระเขียน แต่ชื่อ ติช นัท ฮันห์ นี้บ้านเราไม่คุ้นเลย ตอนนั้นก็ไม่ได้ สนใจหรอกว่าใครเป็นผู้เขียน แต่สนใจว่าเป็นหนังสือที่ดี ก็ลองเอามาใช้ ยิ้มให้ตัวเอง ทุกวันในกระจก ล้างจานเพื่อล้างจาน เราสะดุดใจมากตอนนั้น พอมาอยู่ที่หมู่บ้านพลัม ยังบอกพี่สาวว่า ขอบคุณพี่สาวที่เอาหนังสือให้ เหมือนกับเป็นผู้เปิดประตูธรรม สัมผัสกับ ท่านครั้งแรก ขอบคุณที่พระประชาแปล ได้อ่านตั้งแต่อายุยังน้อยๆ
ช่วงนั้นพี่สาวก็ชวนไปเข้าชมรมพุทธฯ และได้ไปสวนโมกข์หลังจากจบ ม.ศ. 3 ตอนนั้นรู้สึกว่าพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องของคนเฒ่าคนแก่ ไม่ได้เป็นของงมงายเลย แต่เป็นวิทยาศาสตร์ เอาไปใช้ได้ มีเสียงที่แรงอยู่ในใจว่า ชีวิตของคนเราต้องมีพื้นฐาน ทางด้านจิตวิญญาณ ใครก็ตามที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณ มีชีวิตไม่รอดหรอก แต่พอมาพิจารณาดูตอนหลัง ความไม่รอดก็คือ อาจจะมีชีวิตอยู่ แต่ก็อยู่เหมือนคน ตายแล้ว คือไม่มีชีวิตทางด้านจิตใจ อยู่แต่ทางกายเฉยๆ แต่ไม่ alive ไม่เบิกบาน เป็นเสียงที่มันก้องมากอยู่ในใจว่า เราก็มีพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณ เราจะเอา พุทธศาสนานี่แหละเป็นที่พึ่ง เพราะเราเป็นคนพุทธมาเกิดเมืองพุทธ แล้วอีกเสียงหนึ่ง ที่ก้องก็คือ เป็นผู้หญิงก็ฝึกปฏิบัติธรรมได้ ทำอะไรได้เยอะแยะ


ทำไมเด็กสาวอายุ 16 ไม่อยากจะเที่ยวเล่น ไปดูหนัง ไปสยามสแควร์ หรือมีชีวิต อยู่กับเพื่อนๆ มากกว่าล่ะคะ
(หัวเราะ) มีช่วงที่ไปสยามสแควร์นะคะ คุณพ่อคุณแม่ท่านให้สตางค์ค่าขนมทุกสอง อาทิตย์ พอได้ค่าขนมปุ๊บก็เอาเงินไปซื้อผ้าสำหรับตัดเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ เวลาที่เหลือใน สองอาทิตย์ก็ขนข้าวจากที่บ้านไปกินที่โรงเรียน เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวกิน (หัวเราะ) เป็นช่วงหนึ่งประสาวัยรุ่นค่ะ
ตอน ม.ศ. 3 เห็นเพื่อนๆ แอบอ่านหนังสือนิยายใต้โต๊ะในเวลาเรียนกัน อ่านเป็นเล่มๆ เลย เช่น คู่กรรม เราก็พยายามอ่านพวกพ็อกเก็ตบุ๊กบ้าง แต่ทำไมเราไม่ติด อ่านได้ไม่เยอะ แต่เมื่อไรที่มาอ่านหนังสือทางด้านจิตวิญญาณ หรือเรื่องปรัชญาเรื่องธรรมะ เรากลับอ่าน ได้นาน เพลงวัยรุ่นก็ฟังทั้งเพลงไทย เพลงภาษาอังกฤษ แต่พอฟังเพลงเพื่อชีวิตแล้วก็ฟัง ได้นาน เกิดความรู้สึกประทับใจ
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงื่อนไขที่พี่สาวดึง เข้าไปหาชมรมพุทธฯ การมีโอกาสเข้าไปสัมผัส และทำกิจกรรมที่มหิดลตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย ทำให้เราได้รับน้ำหล่อเลี้ยงตรงนี้ แทนที่จะ ได้แต่ทางเดียวคือการเสพเพลงทั่วไป หรือไปเดินชอปปิงตามสยามสแควร์ เราก็รู้สึกว่า มันมีทางอื่นด้วย เป็นเงื่อนไข เป็นบุญบารมี ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า cause recognition ภาษาธรรมเรียกว่าเหตุปัจจัย ทำให้เราเข้าใจว่าที่จริงแล้ว ชีวิตเราประสานกับ ทุกส่วน ถ้าไม่มีตรงนี้ในช่วงชีวิตนี้ก็คงไม่ได้ช่วยเปิดประตูตรงนี้แน่


ตอนนั้นไม่รู้สึกแปลกแยกกับเพื่อน ๆ ว่ามาสนใจเรื่องของคนแก่หรือคะ
ไม่ทราบว่าคนข้างนอกที่มองมาที่เราจะแปลกแยก หรือเปล่า แต่ในความรู้สึกของตัวเองในตอนนั้นไม่แปลกแยก เราอาจมี ความรู้สึกว่า เราเป็นคนที่ไม่ใช่เป็นคนส่วนใหญ่ แต่เราก็อยู่กลมกลืนกับเขาได้ ไปที่ไหนก็มีเพื่อน มีกัลยาณมิตรที่ดีตลอด มีเพื่อน คนสองคนที่คล้าย ๆ เรา อาจไม่เหมือนกันทั้งหมด แต่ก็เชื่อมกันได้
ตอนอยู่มหาวิทยาลัยมีบางช่วงที่รู้สึกว่า เราอยากเป็นคนที่คุยกับคนอื่นเก่งๆ ได้อย่างคนนั้นจังเลย ใจเราก็จะคิดว่า ทำไมเรา ไม่มีบุคลิกอย่างนั้นบ้าง ทำไมเราเงียบ ก็พยายามคุย พยายามปฏิสัมพันธ์ เข้าสังคมได้ socialise ได้ ตอนอยู่ปี 1 นั้น จะรู้สึก แปลกแยก แต่พอไปถึงหมู่บ้านพลัมในปี 2537 ก็รู้สึกว่า เราได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ เราเป็นอย่างที่เราอยากเป็น พูดอยู่ ในใจว่า ตอนอายุ 16 ปีที่ไปสวนโมกข์นั้น ถ้าเราไปหมู่บ้านพลัม เราคงบวชไปแล้ว


สวนโมกข์ทำให้ช้าลงหรือคะ
ไม่ใช่ค่ะ แต่หมู่บ้านพลัมไม่ได้เกิดตอนนั้น หมู่บ้านพลัมเพิ่งเกิดมาได้ 20 ปีเอง
ตอนที่ไปสวนโมกข์มีเงื่อนไขพอเพียงที่เรา จะเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง ตัดสินใจว่า เป็นคนที่จะมีจิตวิญญาณเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต แต่เงื่อนไขไม่เพียงพอที่ดึงเรา ให้อยากบวช พอมองกลับไปเราก็เข้าใจว่าเป็นเรื่องเหตุปัจจัย ในเมืองไทยประเพณี การบวชของผู้หญิงมีแต่แม่ชีตลอด แล้วเราโตขึ้นมาเราก็เห็นแม่ชีเป็นคนรับใช้พระ ไปอยู่ก้นวัด ไม่เห็นแม่ชีได้เรียน ตอนนั้นคิดว่าเป็นฆราวาสผู้หญิงแล้วเอาพระธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไปสอน ไปใช้ประโยชน์ก็ได้ พอกลับไปมองก็เข้าใจว่า มันเป็นเหตุปัจจัย เพราะสภาพของเมืองไทยเป็นอย่างนี้นี่เอง เป็น collective consciousness หรือจิตสำนึกสะสมรวมของสังคมมันเป็นอย่างนี้ มันตกทอดมาตั้งเป็น หลายร้อยพันปีที่รู้สึกว่า ภาพพจน์ของผู้หญิง ถ้าบวชจะเป็นคนล้มเหลว คนอกหัก ก็เลยทำให้เราไม่ถูกดึงไปด้านนี้ และในจิตใต้สำนึกส่งให้เรามีลักษณะอย่างนี้ เลือกที่จะ มีชีวิตฆราวาส ไปเรียนหนังสือ แต่งงาน และออกไปทำงาน จนมาบวชตอนอายุ 36
ตอนอายุ 16 จะไปหาที่อื่นอย่างหมู่บ้านพลัมก็หาไม่ได้ ทำให้ยอมรับว่า จริงๆ ชีวิตเรา เป็นอะไรที่กว้างกว่าตัวเราเอง มันมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง กว่าคนคนหนึ่งจะ พร้อมที่จะบวชได้ มันมีเหตุปัจจัยที่ทั้งอยู่ใต้จิตสำนึกที่เป็นแรงเป็นตัวผลัก รู้สึกว่าชีวิตนี้ มีสายธารของมันไป ไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้าชีวิตในแง่ที่ว่าเป็นอัตตา ไม่ใช่ว่าเราคอนโทรล ชีวิตได้ทุกอย่าง มีความรู้สึกว่าการจะมีชีวิตในอุดมการณ์ได้นั้น จะมีเหตุปัจจัยเงื่อนไข พร้อมตามธรรมชาติของมัน คุณพ่อก็ต้องทำใจมาก ในครอบครัวก็ไม่มีใครคิดเรื่องนี้ เป็นเรื่องแปลกประหลาดพิสดาร คุณพ่อคุยกับ อาจารย์สุลักษณ์ (ศิวรักษ์) ว่า ผมมาจาก เมืองจีน ครอบครัวคนจีนผู้หญิงบวชไม่ได้ ผู้หญิงบวชถือว่าล้มเหลว หรือนอกจากว่า เป็นลูกกำพร้า ไม่มีใครเลี้ยงแล้วส่งเข้าวัด
พอได้มาอยู่ที่หมู่บ้านพลัม เรารู้สึกว่าเราได้สัมผัสสิ่งที่เป็นตัวเราเองจริงๆ เรารู้สึก เราได้เดินอย่างที่เราอยากเดิน เราได้ยิ้ม เราได้คุยอย่างที่เราอยากคุย เราได้นิ่งอย่างที่ เราอยากนิ่ง ไม่ต้องพยายามเป็นใครที่มากกว่าตัวเรา ไม่ต้องพยายามพูดมากเพื่อให้ คนอื่นฟังแล้วยอมรับเรา หรือเขาจะรู้สึกว่า เรา socialise เป็น หรือแสดงให้เขารู้ว่า เรามีความรู้ความคิดอย่างนี้ หรือจะต้องพยายาม please คนอื่นมากเกินไป หรือทำอะไร ที่ดูแล้วดี เพื่อให้คนอื่นชอบเรา เรารู้สึกว่า เราอยู่ตรงนั้นได้และเราเป็นตัวเราเอง อย่างสมบูรณ์ มีความนิ่ง มีความสงบ มีความเป็นอิสระเบา มีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน พอไปถึงที่นั่นก็มีความรู้สึกปีติ ผุดขึ้นมา


ท่านมีแรงบันดาลใจอะไรที่ทำให้เดินทางไปพบหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ถึงยุโรปคะ
โดยส่วนตัวพื้นฐานมีความสนใจทางธรรม อยู่แล้ว และตอนนั้น (พ.ศ. 2536) ไปยุโรป ด้วยเหตุปัจจัยพร้อมในแง่ที่ว่าเราไปในเรื่องงาน เพราะเราทำงาน กับองค์การ American Friends Service Committee (AFSC) ซึ่งเป็นเอ็นจีโอองค์กรหนึ่งของอเมริกา แต่รับทุน จากทางยุโรปตะวันตก เพราะฉะนั้น ประเทศเหล่านั้นก็ให้ทุนเราเดินทางไปเยี่ยมองค์กร ผู้ให้ทุน เพื่อรายงานว่าเราทำโครงการไปถึงไหน มีความสำเร็จอย่างไร พอได้มีโอกาส ไปที่นั่นแล้ว ก็ขออยู่ต่อหลังจากที่ทำงานเสร็จ เพื่อที่จะเรียนรู้เรื่องพุทธศาสนาที่อยู่ทาง ตะวันตก เพราะเคยได้ยินอาจารย์โกวิท เอนกชัย หรือบางคนบอกว่า อนาคตพุทธศาสนา ทางเอเชียจะเสื่อมลง และพุทธศาสนาจากตะวันตกจะกลับมาทางเอเชียอีก และได้ข่าว ด้วยว่าทางตะวันตกเริ่มสนใจพุทธศาสนา และฝึกได้ดีพอสมควร เลยอยากไปดู ทั้งของ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ที่ฝรั่งเศส และของอาจารย์ชาที่สวิตเซอร์แลนด์ แต่ก็ได้โทรติดต่อ ไปทางหมู่บ้านพลัมก่อน
ตอนที่โทรไปหมู่บ้านพลัม หลวงแม่คือ ซิสเตอร์เจิ่นคอม (ผู้เขียนหนังสือ รักที่แท้ หรือ Learning to Love) เป็นคนรับโทรศัพท์ ท่านเป็นภิกษุณีอาวุโส ท่านคงผ่านมา รับโทรศัพท์ ก็บอกท่านว่าเราเป็นคนไทยมาจากเมืองไทย ช่วงนี้เราต้องไปทำงานที่ยุโรป อยากจะไปที่หมู่บ้านพลัม ท่านบอกว่าไม่ต้องมาช่วงนั้น หลวงปู่และคณะจะไปเยอรมนี และท่านก็บอกหมดนะคะว่าให้โทรหาใครที่เยอรมนี เขาจัดที่ไหน มีความรู้สึกว่าเสียงท่าน ใส น่ารักมาก ใจดี ชวนคุย เราก็ถามท่านว่าชื่ออะไร ท่านบอกว่าชื่อ True Emptiness สัจจาสุญญตา
พอเราได้มีโอกาสมาอยู่หมู่บ้านพลัมจริงๆ เราก็ได้รู้ว่า ปกติท่านไม่รับโทรศัพท์ ท่านก็ถามว่ามาได้ยังไง เป็นคนไทยคนเดียว มีคนโทรไปที่หมู่บ้านพลัมหลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เคยเจอหลวงปู่เลย เราโทรไปครั้งเดียวแล้วท่านก็เป็นคนรับโทรศัพท์ และท่าน เป็นคนเดียวที่มีข้อมูลทั้งหมด เพราะท่านเป็นคนจัดรายการต่างๆ ให้หลวงปู่เดินทาง คนไทยมักจะเรียกเป็นโชค แต่ท่านบอกไม่ใช่โชค แต่เป็นเหตุปัจจัยที่มันพร้อม


ตอนเป็นฆราวาสท่านก็ฝึกปฏิบัติควบคู่กันไปด้วยอยู่แล้ว ทำไมจึงตัดสินใจบวชคะ
อันที่หนึ่งคือ พอฝึกไปแล้วมันเป็นแสงและมีความสุขมาก มีความสุขอย่างแท้จริง บอกไม่ถูก พอมีความสุขอย่างแท้จริงที่บอกไม่ถูก ก็รู้สึกว่าชีวิตนักบวชเป็นชีวิตที่ ประเสริฐมาก มันก็เลยปล่อยความติดยึดเรื่องการงาน เรื่องเงินทอง ฐานะที่เรามีได้ง่าย เพราะเราสัมผัสกับความสุขที่แท้จริง เราอยากอุทิศชีวิตตลอด 24 ชั่วโมง ทุกชั่วขณะ ให้แก่การมีชีวิตแบบนี้ การฝึกปฏิบัติแบบนี้ และเรารู้ว่าพอเราฝึกตรงนี้ได้ เรามีความสุข ที่แท้จริง เราจะเห็นทางหลุดพ้น เราจะหลุดพ้นจากความทุกข์ของเราได้มากขึ้น และ สามารถจะช่วยคนอื่นได้มากขึ้น เป็นความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่ยังสาวๆ ว่าเราอยากทำงาน ช่วยคนอื่น ทำอะไรก็ได้ที่พอจะช่วยคนอื่นได้บ้าง ก็เลยรู้สึกว่ามันไม่ได้ออกไปจากสิ่งที่ เราตั้งปณิธานเกี่ยวกับชีวิตตนเอง แต่มันมีเพิ่มขึ้นมาอีกตรงที่ว่า ไปทางนี้แล้ว มันง่าย กว่าเยอะ มีความสุขมาก
ก่อนหน้านี้เคยมีความรู้สึกเหมือนว่าอยาก บวช แต่มีความรู้สึกอยากบวชเพราะ อยากหนี ทั้งเรื่องงานและเรื่องที่ต้องแก้ไขในชีวิต ตอนนั้นรู้เลยว่า ความรู้สึกอยากบวช ไม่ใช่ความรู้สึกที่แท้จริง ก็เหมือนกับแม่ชีสมัยก่อน พอฝึกกับหลวงปู่ ท่านก็เป็นคนพา ให้กลับไปหาชีวิตเดิม ท่านบอกว่าต้องแก้ตรงที่เราอยู่เดี๋ยวนี้ กลับไปที่ที่เดิมที่มา และ ฝึกจากตรงนั้น
ฝึกไปเรื่อยๆ มันถึงเป็นแสงเป็นทางออกมาเลย ออกมาเองว่าไปทางนี้ ไม่เคยคิดว่า ตัวเองอยากจะเป็นภิกษุณี แต่ว่าฝึกแล้วเป็นแสงเป็นพลังแห่งการปฏิบัติ ในวันเกิดครบ รอบ 36 ปี เดินจงกรมแล้วได้รู้ว่าต้องมีชีวิตนักบวช แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไร เพราะหลายอย่าง มันยังไม่ลงตัว
มีอยู่ช่วงหนึ่งตอนที่ทำงานอยู่ที่ยูนิเซฟ นายจ้างชวนเราว่าไปทำงานกับฉันไหม ฉันจะไปประเทศจีน ที่จริงเป็นตำแหน่งที่ดีและ เงินจะดีด้วย คิดอยู่แค่หนึ่งนาทีเอง พอคิดขึ้นมาปุ๊บแล้วเห็นเลยว่า ภาระที่จะต้องแบกรับและความทุกข์ต่างๆ แต่เมื่อไรที่คิดถึง หมู่บ้านพลัม คิดว่าจะได้ไปสัมผัสธรรมอีก หรือว่าเริ่มแปลงานหลวงปู่ หรือว่าอ่านหนังสือของหลวงปู่แล้ว เราจะมีพลังอย่างมากเลย เพราะเราทำเหมือนเราทำงานอดิเรก แต่ว่ามีความสุขมากๆ ก็เลยตามแสงทางธรรมตรงนี้ไป
ตอนนั้นก็จะมีคำถาม ทุกคนถามว่า อุ๊ย ถ้าผู้หญิงบวชจะล้มเหลว มีปัญหากับคู่ครองแล้วมาบวช หรือว่ามีความทุกข์ ไม่ประสบ ความสำเร็จในชีวิต แต่ลึกๆ ในตัวเรารู้ว่ามันไม่ใช่ มันมีอะไรที่มันลึกกว่านั้น ก็พยายามจะเข้าใจ ก็ฝึกเจริญสติ เจริญสติธรรมดา ไปเรื่อยๆ ไม่คิดมาก