หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
สู่ศานติสมานฉันท์ แบ่งปันจากเพื่อน
     ฉันได้มาถึงแล้ว : หน้าแรก > แบ่งปันจากเพื่อน > คุยธรรมด้วยคำถาม
 
คุยธรรมด้วยคำถาม

      ปาฐกถาธรรมในเช้าวันนี้ (7 เมษายน 2551) หลวงพ่อส้มโออยากให้บรรยากาศเป็นกันเอง สบายๆ เนื่องจากเป็นวันสุดท้ายก่อนจบภาวนา จึงไม่มีหัวข้อ แต่ขอให้พวกเราตั้งคำถาม แล้วท่านจะพูดคุยในหัวข้อเหล่านั้น คำถามแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ คำถามของน้องเล็กๆ อายุ 6-12 ปี, คำถามของวัยรุ่น อายุ 13-18 ปี และคำถามของผู้ใหญ่

      นี่คือส่วนหนึ่งของการพูดคุยในวันนั้นค่ะ

คำถามของน้องเล็ก

ทำไมพระผู้หญิงถึงต้องโพกผ้า

      ก็เพราะพระผู้หญิงเธอโพกผ้า ก็เหมือนกันหากฉันถามเธอว่าเหตุใดเธอจึงต้องกินอาหาร ก็เพราะเธอต้องการอาหาร ใช่ไหม...

      ในสมัยพุทธกาล มีเรื่องเล่าถึงชายหนุ่มที่ชื่อว่า บาฮียา ขณะนั้นพระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ส่วนบาฮียาอยู่ห่าง ออกมาทางตอนใต้ของแม่น้ำคงคา ระยะทางห่างกัน 700-800 ก.ม. วันหนึ่งบาฮียานั่งปฏิบัติสมาธิภาวนาและเกิดคำถามว่า เราจะบรรลุธรรมเป็นพระพุทธเจ้าโดยการนั่งสมาธิได้หรือไม่ เทวดาจึงบอกว่า ท่านควรจะต้องถามคำถามนี้กับพระพุทธเจ้านะ บาฮียาจึงออกเดินทางไกลเพื่อไปถามพระพุทธองค์ แต่เมื่อไปถึงขณะนั้นเป็นเวลาเช้า พระพุทธเจ้ากำลังบิณฑบาตร พระซึ่งอยู่ ในวัดบอกให้บาฮียารอก่อน อีกสักครู่พระพุทธองค์ก็จะกลับแล้ว แต่บาฮียาไม่รอ วิ่งออกไปตามหาพระพุทธเจ้าทันที

ภาพเขียนภู่กันโดย หมอนไม้



เห็นก็สักแต่ว่าเห็น
ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน
นั้นแลคือพระพุทธเจ้า

      ครั้นเมื่อพบพระพุทธองค์ในระหว่างทาง บาฮียาก็ถามคำถามนี้ต่อพระพุทธองค์ แต่พระพุทธองค์ทรงกล่าวว่า "บาฮียา ขณะนี้เรากำลังบิณฑบาตรอยู่ ขอให้เธอไปรอที่วัด แล้วเราจะตอบ"

      แต่บาฮียาไม่ยอม พระพุทธองค์ทรงกล่าวเช่นนี้ถึง 3 ครั้ง แต่บาฮียาก็ไม่ยอมหลีกทาง บาฮียา กล่าวว่า "ข้าแต่พระพุทธองค์ ชีวิตนั้นเป็นอนิจจัง โปรดจงตอบคำถามข้าพระพุทธเจ้า ด้วยเถิด"

      พระพุทธองค์จึงทรงกล่าวว่า In what is seen is seen , In what is heard is heard. That is what the Buddha. เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินก็สักแต่ว่าได้ยิน นั้นแลคือพระพุทธเจ้า

      หลังจากฟังคำตอบของพระพุทธเจ้า บาฮียามีความสุขมาก เขากราบลาแล้วแยกทางไป เมื่อห่างมาจากพระพุทธองค์ไม่นานนัก มีแม่วัวกับลูกวัวที่กำลังตื่นตกใจ วิ่งตรงเข้ามาที่บาฮียา แล้วขวิด ทำให้บาฮียาเสียชีวิตทันที เมื่อพระพุทธเจ้าเดินทางมาถึง ได้พบศพของบาฮียา พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า บาฮียาได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ตั้งแต่เมื่อได้ฟังธรรมจาก ตถาคต ขอให้นำศพนี้ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดของเรา

      การที่เธอถามว่าทำไมพระผู้หญิงจึงโพกผ้า คำตอบก็คือ ก็เพราะพระผู้หญิงโพกผ้าน่ะสิ นี่เป็นคำตอบในชั้นที่ 1 (First layer) ซึ่งอาจตอบในชั้นถัดมาก็ได้ว่า เพราะพระผู้หญิงกลัว แสงแดด หรือ ในชั้นถัดมาอีกว่า เพราะพระผู้หญิงคงรักสวยรักงามมากกว่าพระผู้ชายละมั้ง ฯลฯ ตอบได้หลายอย่าง แต่คำตอบในชั้นที่ 1 จะเป็นความจริงที่สุด คำตอบในชั้นต่อๆ มา มักจะบิดเบือนจากความจริงเสมอ ไม่มากก็น้อย




พระต้องนอนตอนกี่โมง แล้วต้องตื่นตอนกี่โมง พระต้องนอนวันละกี่ชั่วโมง

      แล้วเธอนอนตอนกี่โมง (เด็กๆ ช่วยกันตอบ 2 ทุ่ม, 3ทุ่ม ฯลฯ) พวกเธอก็นอนไม่พร้อมกันใช่ไหม แล้วตื่นกี่โมง (เด็กๆ ตอบ 6 โมง บางวันก็ตื่นสาย บางวันตื่นเช้ามาดูการ์ตูน ฯลฯ) พระก็เช่นเดียวกัน ในวันที่มีงานภาวนาอย่างนี้ พระก็ต้องตื่นเช้า แต่ในวันที่ ไม่มีงานภาวนาก็ตื่นสายได้ พระก็เหมือนกับพวกเธอ เรานอนเมื่อเราต้องการนอน และตื่นเมื่อพักผ่อนพอแล้ว พระไม่ได้ต่างจาก เธอเลย




คำถามของวัยรุ่น และ ผู้ใหญ่

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราตรัสรู้
ทำไมพระจึงมีความจำดี สามารถท่องพระสูตร บทสวดมนต์ได้ยาวๆ ช่วยบอกเทคนิควิธีได้หรือไม่
จะจัดการกับความขี้เกียจได้อย่างไร
จะตอบคำถามที่ว่า "คนที่มาปฏิบัติคือคนที่มีความทุกข์" ได้อย่างไร อยากจะบอกว่าคนที่ไม่มีความทุกข์ก็ปฏิบัติได้
   เราควรจะอธิบายเขาอย่างไร

      เราตรัสรู้เมื่อเราไม่ขี้เกียจ

      หลวงพี่อยากจะเล่าเรื่องมือให้ฟัง หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ เคยเล่าเรื่องมือซ้ายกับ มือขวาให้พวกเราฟัง วันหนึ่งหลวงปู่ใช้มือซ้ายจับตะปู มือขวาจับฆ้อน แต่จะด้วยอะไร ก็ตาม มือขวาพลาดเอาฆ้อนไปตอกนิ้วโป้งมือซ้ายเข้า มือซ้ายเจ็บปวดมาก และ มือขวาก็ตรัสรู้ทันที มือขวาประคองมือซ้ายที่กำลังเจ็บปวดเอาไว้ มือซ้ายก็ตรัสรู้ด้วย มือซ้ายยินยอมให้มือขวาดูแลความเจ็บปวด มือซ้ายไม่ได้บอกว่า นี่มือขวาเอาฆ้อนมา ฉันจะตีเธอกลับ การตรัสรู้ก็คือ เมื่อเธอเจ็บปวด เธอรู้ว่าเธอเจ็บปวด เมื่อเธอทุกข์ เธอรู้ว่าเธอทุกข์ นี้เป็นสิ่งสำคัญ การตรัสรู้นั้นเธอเองเป็นผู้ตรัสรู้ เมื่อเธอโกรธและรู้ว่า กำลังโกรธ นั่นเป็นสิ่งแรกที่จะนำไปสู่การตรัสรู้ การตรัสรู้นั้นเธอเป็นผู้รู้เอง ไม่มีใคร สามารถบอกได้ว่าเธอกำลังตรัสรู้ You are full responsible to your enlightenment not Buddha.

เมื่อเธอโกรธและรู้ว่ากำลังโกรธ
นั่นเป็นสิ่งแรกที่จะนำไปสู่การตรัสรู้
...
การตรัสรู้ก็คือ
เมื่อเราทุกข์ เรารู้ว่าเราทุกข์
และเมื่อเรามีความสุข
เรารู้ว่า เรากำลังมีความสุข

      บางครั้งเมื่อพ่อแม่ของเธอดุว่า ตวาด พูดจาทำให้เธอเสียใจ ขอให้เธอหายใจเข้า รู้ว่าแม่กำลังตวาด หายใจออก รับรู้ถึงความรัก ของแม่ หายใจเข้า แม่เสียงดัง หายใจออก รู้ว่ากำลังเป็นทุกข์ นี่คือวิถีทางนำไปสู่การตรัสรู้

      เมื่อเราทุกข์เราควรบอกถึงความทุกข์ของเรา เราอาจขอให้แม่โอบกอด แต่โดยทั่วไปแล้วเมื่อเราทุกข์ เราไม่ตระหนักรู้ถึง ความทุกข์ เมื่อแม่เข้ามาโอบกอดเราถอยหนี เราอยากอยู่คนเดียว แล้วเราคิดอยากตาย เราคิดว่าแม่ไม่รัก นั่นเป็นเพราะเราไม่รู้ว่า เรากำลังทุกข์ การตรัสรู้ก็คือเมื่อเราทุกข์ เรารู้ว่าเราทุกข์ และเมื่อเรามีความสุข เรารู้ว่าเรากำลังมีความสุข

      (หลวงพี่ฟับอั๋นวาดภาพต้นไม้)

      ถ้าเปรียบเราเป็นใบไม้ เราคิดว่าใบไม้ได้รับสารอาหารมาจากราก จากดิน จากต้นไม้ เป็นการได้รับทางเดียว เมื่อดิน ราก ลำต้น แข็งแรง ใบไม้ก็งอกงาม แต่แท้ที่จริงแล้วใบไม้ก็เกื้อกูลกลับมายังดิน ราก และลำต้นด้วย ใบไม้ได้ให้ร่มเงาแก่ดิน ให้ธาตุอาหารป้อนกลับมายังดิน ราก และลำต้น นี่คือ Inter Being ทุกอย่างไม่ได้แยกขาดจากกันเลย

      ที่มีคนถามว่าจะทำอย่างไรกับความขี้เกียจ ต้องถามว่าในเมื่อเราอยาก ภาวนา ภาวนาแล้วมีความสุข ทำไมเราจึงขี้เกียจ เป็นเพราะเรากำลังทำสิ่งนั้น แบบเครื่องจักรหรือเปล่า เราไม่มีความสุขในการทำสิ่งนั้นๆ เหมือนกับที่ถามว่า เมล็ดพันธุ์แห่งความจำดีมาจากไหน ทำไมเพื่อนจึงฉลาดจำได้ แต่ทำไมเราถึง จำไม่ได้ แม้แต่บทสั้นๆ ง่ายๆ เราก็จำไม่ได้

      เมื่อหลวงพี่ยังเด็ก ครูอธิบายว่า น้ำเมื่อได้รับความร้อนก็จะกลายเป็นไอน้ำ แล้วก็เป็นก้อนเมฆ แล้วก้อนเมฆนั้นเมื่อได้รับไอเย็นก็กลั่นตัวกลับมาเป็น เม็ดฝน ตกลงมาเป็นน้ำ เพียงแค่เรื่องสั้น ๆ ง่ายๆ เช่นนี้ หลวงพี่ก็จำไม่ได้ จนครูเรียกออกไปหน้าห้อง แล้วใช้ไม้บรรทัดเหล็กตีบนหลังมือ จนเขียวช้ำ ต่อมาเมื่อเรียนชั้น ป.4 ครูให้ท่องสูตรคูณ หลวงพี่ก็ท่องไม่ได้ คุณพ่อก็หนักใจ ว่าทำไมเรื่องง่ายๆ อย่างนี้หลวงพี่ก็ยังทำไม่ได้ จนเรียนสูงขึ้นมาเรื่อยๆ หลวงพี่ ก็ยังเป็นคนที่มีความจำไม่ดี จนคุณแม่ซึ่งคอยเฝ้าสังเกตุแล้วสอนว่า หาก หลวงพี่จำทั้งหมดไม่ได้ ให้ค่อยๆ จำทีละส่วนก็ได้ จำในส่วนที่หลวงพี่ชอบ จากแทนที่จะต้องจำทั้งหมดก็ค่อยๆ แยกเป็นส่วนๆ ในการจำ แล้วค่อยนำมา เรียงต่อกัน ด้วยวิธีนี้หลวงพี่จึงพบว่า มันง่ายขึ้นและเหมาะกับหลวงพี่ เราต้อง ค้นหาวิธีการที่เหมาะ กับเรา

      เราไม่สามารถแนะนำอะไรต่อใครได้ด้วยคำพูด ผู้คนไม่ได้เรียนรู้จากสิ่งที่ เราพูด แต่เรียนรู้จากการปฏิบัติของเรา การปฏิบัติที่เรียบง่ายก็คือ การกลับมา อยู่กับลมหายใจ แต่ความยากก็คือ มันอาจกลายเป็นความเคยชิน แล้วเราก็ รู้สึกว่ามันไม่มีอะไรใหม่ แล้วเราก็หันไปหาสิ่งอื่นๆ ที่คิดว่าจะทำให้การปฏิบัติ ของเราลึกซึ้งขึ้น ไปหากลวิธีที่ซับซ้อนกว่านี้ ในที่สุดเราก็กลับมาสู่ลมหายใจ อีกครั้ง กลับมาสู่ความเรียบง่ายแสนธรรมดา



Don’t try to help
other people with word,
But doing or acting
by living as a meaning message.

      เมื่อเช้า มีพวกเราถึง 25-26 คนที่รับข้อฝึกอบรมสติ เป็นเรื่องน่ายินดี การฝึกปฏิบัติคือความเป็นธรรมชาติของตัวเรา ไม่ต้อง เหมือนใคร ไม่ต้องกลายเป็นใครอีกคน ไม่ต้องเปลี่ยนไปจนไม่เป็นตัวของตัวเอง ศีลหรือข้ออบรมสติ คือการฝึกปฏิบัติ คือแนวทาง เหมือนกับการที่เราจะข้ามสายน้ำเชี่ยว ด้วยการเดินบนลำไม้ไผ่ การมีข้อฝึกปฏิบัติก็คือเชือกที่เราจะยึดเกาะเอาไว้ ไม่ให้พลัดตก ลงไปในสายน้ำนั้น ช่วยให้เราเดินข้ามไปได้ง่ายขึ้น หากเราฝึกปฏิบัติมาก เชือกก็แข็งแรง บางคราวเราอาจปล่อยมือจากเชือกบ้าง ก็ได้ บางครั้งเชือกอาจขาด แล้วเราก็ต่อใหม่ จับเชือกอีกครั้ง ข้อฝึกอบรมสติก็เป็นเช่นนั้น มันง่ายมาก วันหนึ่งหากเธอฝึกปฏิบัติตาม ข้ออบรมสติแล้วพบว่า มันทำให้ชีวิตเธอหนัก เหมือนการถือก้อนหินที่เต็มไปด้วยคราบฝุ่น หนักและสกปรก เธอก็วางมันลง ไม่ต้อง ถือเอาไว้ แล้วเมื่อสักวันเธอคิดถึงก้อนหินนึ้ขึ้นมา อยากจะนำมาปัดฝุ่นแล้วลองถือใหม่ ก็หยิบขึ้นมาได้ ไม่เป็นไร เธอเห็นไหม ...มันง่ายมาก




เก็บความจากธรรมบรรยาย โดยไถ่ฟับเอิ๋น : พระมุตราธรรม (หลวงพ่อส้มโอ)
งานภาวนา "รู้จักใจ : ภาวนาเพื่อความเข้าใจในครอบครัว"
วันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2551
แปลเป็นภาษาไทยโดย : ภิกษุณีนิรามิสา
เรียบเรียงโดย : อรุณจิตรา

Plum Village | Village des Pruniers | Deer Park Monastery | Green Mountain Center | Blue Cliff Monastery | Làng Mai

หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
   
สอบถามข้อมูลข่าวสารได้ที่ E-mail: awakeningsource@yahoo.com  
  ติดต่อผู้ดูแล website ได้ที่ E-mail: chakhi_chirachit@yahoo.com  

ปรับปรุง : 06/08/2551

www.thaiplumvillage.org