|
"ฟังสิ ฟังสิ เสียงระฆังอันประเสริฐ นำฉันกลับสู่บ้านอันแท้จริง"
คาถาที่เรียบง่ายนี้มักนำฉันกลับมาสู่บ้านอยู่เสมอ บ้านที่ทำให้เรารู้สึกปลอดภัยและกลับมามองดินแดนแห่งจิตใจได้แจ่มชัดมากขึ้น
ฉันเป็นนักปฏิบัติธรรมดาๆ คนหนึ่ง มีหลายครั้งที่หลงลืม พลั้งพลาด และอ่อนแอ การเข้าพึ่งพระพุทธเจ้า คือความตื่นรู้ และครูอาจารย์ในใจฉัน, พระธรรม คือคำสอนจากครูอาจารย์ และ สังฆะ คือเพื่อนร่วมทางและสิ่งแวดล้อมรอบตัว สามอย่างนี้ช่วยดูแลฉันอยู่สมอ ทำให้ฉันกลับคืนสู่ลมหายใจได้มากขึ้น มองเห็นปรากฎการณ์ในใจและเข้าใจตัวเองขึ้นทีละเล็กละน้อย
นอกจากเสียงระฆังแห่งสติแล้ว หนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้ฉันสามารถดำรงสติได้ดีก็คือ ไฟล์เสียง MP3 ที่หลวงพี่ทั้งหลายได้มอบให้ระหว่างที่มาเมืองไทย (จากที่ฉันอัดมาเองบ้างหรือขอจากพี่ๆ เพื่อนๆ ในสังฆะ) เช่น บทเทศน์ เสียงสวดมนต์ บทเพลงแห่งสติที่ไพเราะ และที่ขาดไม่ได้ก็คือเสียง Total Relaxation หรือ บทนำการพักผ่อนอย่างลึกซึ้ง นำโดยหลวงพี่ท่านต่างๆ ที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจที่ยุ่งเหยิงให้มาอยู่กับเนื้อกับตัว ตระหนักรู้ทั้งกายและใจของเรา หากเวลาไหนฉันรู้สึกต้องการตัวช่วย (อารมณ์ว่าเอาตัวเองไม่อยู่เสียแล้ว) ฉันมักจะงัดอุปกรณ์เสริมสติเหล่านี้ออกมาใช้อยู่บ่อยๆ ซึ่งฉันมักเปิดฟังในตอนเช้า หลังตื่นเต็มตาเพื่อบำรุงรักษาความสดชื่น, บนรถเมล์ ระหว่างการเดินทางที่แสนวุ่นวายในกรุงเทพฯ และก่อนนอนเพื่อให้กายและใจของฉันได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ด้วยน้ำเสียงที่สงบเย็นของหลวงพี่และเนื้อหาที่ประกอบด้วยความดี ความงาม และความจริง โน้มนำให้จิตใจของฉันฉ่ำเย็นโดยไม่ยากเย็นนัก
|
|
ล่าสุดนี้ ฉันเพิ่งได้รับของขวัญทางธรรมชื่อ Breath by Breath การบรรยายนั่งสมาธิและนอนสมาธิ โดย หลวงพี่นิรามิสา เนื่องจากเป็นหนึ่งในทีมทำงานวารสารพลัม เมื่อได้มาก็ไม่รอช้าเปิด นอนสมาธิ ฟังค่ะ ด้วยความเหนื่อยล้า เช่นเคย ฉันผลอยหลับไปตั้งแต่หลวงพี่กล่าวบทแนะนำยังไม่เสร็จ แต่เมื่อมีโอกาสฟังรอบที่สอง รอบที่สาม รอบที่สี่ ฉันลองตั้งใจและปฏิบัติตามก็พบว่าในน้ำเสียงของหลวงพี่นั้นเปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา และชักชวนเหลือเกินให้เรากลับมาเมตตากรุณาต่อตัวเอง เมตตากรุณาต่อสมอง ดวงตา รอยยิ้ม หัวใจ ตับไต จนไปถึงนิ้วเท้าของเรา ซึ่งเราเคยละเลยเขา กลับมาดูแลเขาใหม่อีกครั้ง และแน่นอนค่ะ เมื่อเราลืมตาตื่นอีกครั้ง ความสดชื่น สดใสก็กลับคืนมา เหมือนร่างกายกับจิตใจของเราเขาเพิ่งคืนดีกันอย่างไรอย่างนั้นเชียว
|
|
แต่ยังเหลืออีกหนึ่งแผ่นก็คือ "การนั่งสมาธิ" ค่ะ แม้ว่าการนอนจะสบายกว่าการนั่งมาก แต่การนั่งก็ให้ความมั่นคงกับเรามากมาย ตัวฉันเองไม่เก่งนักกับการนั่ง จึงมักใช้บทภาวนากับก้อนกรวด (ซึ่งเป็นบทของเด็กๆ) มานั่งสมาธิอยู่เสมอ โดยใช้หินซึ่งเอาไปเพ้นท์เล่นเองมาเป็นอุปกรณ์ในการภาวนาค่ะ สำเร็จด้วยดีบ้าง ล้มเหลวด้วยความเกียจคร้านบ้าง ก็ผสมกันไป และเมื่อได้อุปกรณ์ช่วยเหลือจึงมีโอกาสได้ทดลองค่ะ หลวงพี่ท่านช่วยให้เรานั่งสมาธิได้อย่างละเอียดรอบคอบมาก ตั้งแต่บทนำเพื่อเตรียมตัวและเตรียมใจสำหรับนั่งสมาธิ ท่านจะอธิบายเกี่ยวกับการนั่งสมาธิอย่างมีบทนำไปจนถึงการจัดท่านั่งเลยทีเดียว เมื่อฟังเสร็จท่านั่งของเราก็มั่นคง จิตใจของเราก็ปลอดโปร่งจากความกังวลต่างๆ และพร้อมที่จะนั่งตรงนั้นอย่างเต็มร้อย วันนั้นฉันเลยสามารถ "นั่งอยู่ตรงนั้น" ได้ถึงครึ่งชั่วโมงเลยทีเดียว นี่เป็นความสำเร็จเล็กๆ ที่น่าดีใจ และควรอย่างยิ่งที่จะปฏิบัติเป็นกิจวัตร ตอนนี้กำลังบ่มเพาะนิสัยอย่างนั้นกับตัวเองอยู่ค่ะ
|
|
และนี่ก็คือวิธีการปฏิบัติอีกอย่างหนึ่งที่อยากให้เพื่อนๆ ลอง "ฟัง" แล้วโน้มนำสู่ "ใจ" ดูนะคะ 
|