หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
do not hurry บทความจากสื่อ
     ฉันได้มาถึงแล้ว : หน้าแรก >บทความจากสื่อ> ก้าวไปด้วยกัน (ตอนที่ 4)
บทความจากสื่อ
ก้าวไปด้วยกัน
ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5
ภิกษุฟับเหย่ (หลวงพี่เด่นธรรม) กับ น้องชาลี

ภิกษุฟับเหย่ (หลวงพี่เด่นธรรม)
กับ น้องชาลี


อยากบอกกับเด็กๆ ทุกคนว่า
อาหารที่เราได้
รับประทานในวันนี้
ยังมีเด็กอีกมากมายบนโลก
กำลังหิวโหยอยู่
เวลาเรารับประทาน
ให้เราส่งใจไปถึง
เขาเหล่านั้นด้วย

4
"สงครามไม่รู้จัก
รู้จักแต่ความอดอยาก"

     แม้ธรรมชาติของเด็กจะซุกซน ไม่อยู่นิ่งตามวัยพวกเขา แต่เด็กๆ กว่า 30 คน ที่เข้าร่วม กิจกรรมภาวนา "ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน" (The Art of Living Together) เมื่อวันที่ 10-14 ตุลาคม 2550 ณ ไร่หวานสนิทรีสอร์ท จ.สระบุรี ทั้งที่มากับพ่อแม่ และเด็กที่เดินทางมากับ เพื่อน ต่างมีความสุขและเบิกบานไปกับการทำกิจกรรม ร่วมกับภิกษุและภิกษุณี แห่งหมู่บ้านพลัมตลอดทั้ง 5 วัน

     การปฏิบัติของเด็กๆ ไม่มีความเคร่งครัดมากเท่ากับผู้ใหญ่ แต่มีการฝึกปฏิบัติในชีวิต ประจำวันอย่างง่ายๆ อาทิเช่น การฝึกให้เด็กรับประทานอาหารร่วมกันอย่างมีสติ การตระหนักรู้คุณค่าอาหารที่บริโภค แม้จะดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การตระหนักรู้สิ่งเหล่านี้ ล้วนทำให้พวกเขาบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ดีงาม และพัฒนาการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข ในโลกแห่งทุนนิยมที่เด็กอยู่ในสังคมแห่งการบริโภค พวกเขาอาจไม่ขาดแคลนอาหาร แต่ยังบกพร่องในเรื่องจิตวิญญาณ เพราะพ่อแม่ส่วนใหญ่ในวันนี้ มักหยุดการร้องไห้ของลูก ด้วยเงิน ทีวี ของเล่น เกมวิดีโอ โทรศัพท์มือถือ ขนมขบเคี้ยวในถุงพลาสติกที่เต็มไปด้วย ผงชูรส

     ในยามบ่ายของวันที่ 13 ตุลาคม เรามีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ ภิกษุฟับเหย่ หรือ หลวงพี่เด่นธรรม ชาวเวียดนาม-แคนาดา ซึ่งบวชกับท่านติช นัท ฮันห์ ที่หมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี ค.ศ.2001 ขณะนี้ กำลังฝึกปฏิบัติเตรียมรับตะเกียงธรรมาจารย์ เพื่อช่วยเหลือผู้คนในวงกว้างมากขึ้น

     หลวงพี่แบ่งปันประสบการณ์ในวัยเด็กที่อดอยาก หลังจากที่ท่านได้ยินเสียงของเด็กหญิง ชาลีกล่าวขอบพระคุณอาหารที่กำลังจะรับประทาน ทำให้ท่านระลึกถึงโมงยามแห่งสงคราม เวียดนาม ที่ทำให้เกิดความแตกแยกในประเทศ หลังสงครามอันยาวนานที่ทำให้ผู้คนล้มตาย เพราะโรคภัยไข้เจ็บและขาดอาหารอย่างต่อเนื่องมาอีกหลายสิบปี ครอบครัวของท่านต้องถูก แบ่งแยก ฝ่ายหนึ่งอยู่ทางเหนือ อีกฝ่ายอยู่ทางใต้ แม้ตัวท่านจะไม่อยู่ในภาวะสงคราม โดยตรง แต่ความขัดแย้งอยู่ภายในปะทุอยู่ในใจอยู่ตลอด จากการบอกเล่าช่วงชีวิตวัยเด็ก จากน้าชาย



     "ก่อนที่หลวงพี่ออกจากเวียดนามมาเป็นผู้ลี้ภัยที่แคนาดา อาตมามีเพียงแม่เท่านั้นที่คอยเลี้ยงดู ในคราวที่แม่ต้องถูกทางการ จับตัวไป เคยต้องขาดอาหารถึง 2 วัน จนตัวเขียว มาถึงวันนี้รู้สึกถึงคุณค่าของอาหารที่ได้รับแต่ละมื้อเป็นอย่างมาก อยากบอกกับ เด็กๆ ทุกคนว่า อาหารที่เราได้รับประทานในวันนี้ ยังมีเด็กอีกมากมายบนโลกกำลังหิวโหยอยู่ เวลาเรารับประทาน ให้เราส่งใจไปถึง เขาเหล่านั้นด้วย"

     สำหรับความสนใจเรื่องพุทธศาสนาของหลวงพี่เด่นธรรม เริ่มตั้งแต่วัยเด็กที่ชอบศึกษาพระธรรมคำสั่งสอน และเข้าวัดเป็นประจำ "แต่ก็รู้สึกเหมือนไม่ได้เคยไปวัดเลย แม่ยังรู้สึกว่าเรามีนิสัยเหมือนเดิม ไม่สามารถที่จะช่วยเหลือพ่อแม่ได้ ทำให้ช่วงหนึ่งรู้สึก ซึมเศร้า แม้จะศึกษาพระธรรมคำสอน แต่ก็ไม่สามารถที่จะเอามาใช้ในชีวิตประจำวันได้"

     กระทั่งอายุ 15 ปี มีโอกาสไปเยี่ยมน้าซึ่งอยู่ที่หมู่บ้านพลัม แม้ไม่ได้ตั้งใจที่จะมาฝึกปฏิบัติ แต่นับแต่วินาทีที่ได้เข้าไปสัมผัส ก็รู้สึกประทับใจ

     "แม้ว่าช่วงนั้นไม่ได้ค้นหาวิธีการปฏิบัติ แต่รู้สึกว่าการฝึกปฏิบัติได้ซึมไปในตัวเรา เหมือนกับที่เขาพูดว่า เมื่อเราเดินเข้าไป ในหมอก ยังไงเราก็เปียกอยู่ดี ก็เหมือนกับการที่เดินไปฝึกปฏิบัตินี้ เราก็เปียกปอนไปด้วยสิ่งนี้"

     "พอกลับมาบ้าน พ่อแม่สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น แม้ว่าท่านจะไม่รู้วิธีการฝึกภาวนา ท่านรู้จักเพียงศาสนาพุทธ หรือการสวดมนต์เท่านั้น แต่เราทำให้พ่อแม่เห็นอีกด้านของพระพุทธศาสนา"


     ก่อนบวช หลวงพี่เด่นธรรมกลับไปที่เวียดนามเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ 2 ขวบที่จากมา เมื่อได้กลับไปที่แผ่นดินเกิด ท่านรู้สึกว่าได้เติมเต็มสิ่งที่เป็นรากเหง้าภายในจิตใจ และ มีโอกาสได้พบปู่ย่า ตายาย สัมผัสกับแรงปรารถนาของญาติที่จะเห็นหลานเป็นพระ ซึ่งสิ่งนี้ ก็เป็นพลังใจให้ได้บวชด้วย

     เพราะเมื่อได้ปฏิบัติภาวนาทำให้พบรากแห่งสติ พลังจากการฝึกสติทำให้ตระหนักรู้ถึง นิสัยบางอย่างที่ไม่ดีในตัวเรา เริ่มเห็นที่มาของความเศร้า เหตุที่มาของความสุข ความปิติ และเริ่มบ่มเพาะให้เกิดความสุขที่แท้จริงภายในตัว "การฝึกสตินี้เองที่ทำให้เรามีรากที่ แข็งแกร่ง แม้จะมีลมหรือพายุที่พัดมา เราก็สามารถที่จะดำรงอยู่อย่างสงบนิ่งอยู่ได้ ศาสนา มีความสำคัญมากในแง่ที่การฝึกฝน เพื่อที่จะมีศิลปะในการมีชีวิตอยู่ร่วมกัน ศิลปะแห่งการ สมานฉันท์ในชุมชน และสามารถที่จะสื่อสารกับคนในครอบครัว ถ้าไม่สามารถที่จะฝึกฝน อย่างนั้นได้ ก็ไม่สามารถจะมาเป็นนักบวชได้หรอก"

     ตลอด 7 พรรษาในสมณะนักบวชที่หมู่บ้านพลัม ท่านมีหน้าที่จัดกิจกรรมช่วยเหลือ เยียวยาทางจิตวิญญาณของผู้คนทั่วโลก หลวงพี่ฟับเหย่ ตระหนักดีถึงการมีชีวิตร่วมกัน ในสังฆะ ด้วยความสมานฉันท์และความเป็นพี่น้อง เพื่อเกื้อกูลการปฏิบัติ

     "แม้อุปสรรคในการปฏิบัติจะมีมากเพียงใด แต่เราได้พยายามบ่มเพาะ ความเชื่อมั่น และไว้วางใจที่มีอยู่ร่วมกัน เราไม่ได้มองไปถึงการปฏิบัติที่แตกต่างกันในแต่ละสาย เรามา ปฏิบัติเพื่อให้รู้แก่นของแต่ละสาย และนำมาใช้ในการปฏิบัติ เราเรียนรู้ที่จะสมานฉันท์กับ ทุกๆ ศาสนา เพื่อที่จะทำให้ศาสนาของเราดีขึ้น โดยไม่มีการแบ่งแยก"

ทานอาหารร่วมกันอย่างมีสติ

การแสดงของเด็กๆ ในงานภาวนา "ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน"



(โปรดติดตามตอนที่ 5)

ตอนที่ 1 | 2 | 3 | 4 | 5


จากบทความเรื่อง "ก้าวไปด้วยกัน" (walking together)
เรื่องโดย : ภัททิยา
ภาพโดย : หมอนไม้
เนชั่นสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 807

Plum Village | Village des Pruniers | Deer Park Monastery | Green Mountain Center | Blue Cliff Monastery | Làng Mai

หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
   
สอบถามข้อมูลข่าวสารได้ที่ E-mail: awakeningsource@yahoo.com  
  ติดต่อผู้ดูแล website ได้ที่ E-mail: chakhi_chirachit@yahoo.com  

ปรับปรุง : 16/08/2551

www.thaiplumvillage.org