ภิกษุณีนิรามิสา นำเดินในวิถีแห่งสติยามเช้า
|
|
1
"ความสำเร็จ"
คือมีพื้นที่ว่างให้คนอื่นเข้ามาอยู่ในหัวใจเรา
"มีเด็กๆ 8 คนที่คุณพ่อคุณแม่หลอกว่าจะพามาค่ายศิลปะ แต่หัวข้อที่เรามาเรียนรู้คือ ศิลปะการอยู่ร่วมกัน มาใช้ชีวิตด้วยกัน เดินด้วยกัน นั่งด้วยกัน วาดภาพ เล่นด้วยกัน รับประทานอาหารมังสวิรัติด้วยกัน เราจะให้ความรัก ความเมตตากับสัตว์ตัวน้อยๆ แม่ไก่ก็อยากอยู่กับลูกไก่ แล้วไก่สมัยนี้ถูกตัดปาก ตัดลิ้น ยืนอยู่ในกรงตลอดเวลา ทรมานมาก เด็กๆ ที่ไปเข้าร่วมภาวนาที่หมู่บ้านพลัม เขาสนทนาธรรมกันว่า จะทำอย่างไร ไม่ให้สัตว์เหล่านั้นถูกทรมาน เพราะใครๆ ก็รักชีวิตด้วยกันทั้งนั้น ถ้าเด็กๆ ที่มาเข้าค่าย รับประทานอาหารมังสวิรัติไม่ลง ก็อยากให้เรามามองถึงความทุกข์ของสัตว์ต่างๆ เหล่านี้ ที่ต้องถูกทรมาน และต้องพลัดพรากจากกันในเวลาอันไม่ควร และนึกถึงพ่อแม่ที่ส่งเรามา ถ้าเราไม่กินอาหาร เราจะไม่มีแรงเพราะเราต้องอยู่ด้วยกัน 5 วัน"
ภิกษุณีนิรามิสา ลูกศิษย์ท่านติช นัท ฮันห์แห่งหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส เริ่มต้น ปฐมนิเทศน์งานภาวนา "ศิลปะแห่งการอยู่ร่วมกัน" (The Art of Living Together) ในยามบ่ายของวันที่ 10 ตุลาคม 2550 ท่ามกลางฝนตกพรำๆ ณ ไร่หวานสนิทรีสอร์ท อ.แก่งคอย จ.สระบุรี
งานนี้มีผู้เข้าร่วมภาวนาเกือบ 100 คน ทั้งเด็กๆ วัยรุ่น หนุ่มสาว สามีภรรยา และผู้อาวุโส อายุ 70 ขึ้นไป ทั้งหมดเตรียมตัวกันมานานแล้ว หลังจากที่หลวงปู่นัท ฮันห์ จาริกธรรม มาประเทศไทยเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา สังฆะลูกพลัมก็เกิดขึ้นหลายกลุ่ม มีการจัด ภาวนาขึ้นทุกสัปดาห์ ทุกเดือน และเพื่อให้การปฏิบัติในชีวิตประจำวันต่อเนื่อง ทางสังฆะ หมู่บ้านพลัมในเมืองไทยจึงนิมนต์คณะภิกษุ ภิกษุณี 8 รูปมานำกิจกรรมภาวนาในครั้งนี้ โดยมีปาฐกถาธรรมเรื่อง "ศิลปะแห่งศานติ" (The Art of Peace) นำร่องที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามมาด้วยการภาวนาที่ไร่หวานสนิทตั้งแต่วันที่ 10-14 ตุลาคม 2550 และปิดท้ายด้วยงานภาวนา "ศิลปะแห่งการดูแลอารมณ์" (Taking Care of Our Emotion) ที่ศูนย์พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ล้านนา อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ในวันที่ 19-23 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา |
หัวใจของการภาวนานั้น หลวงพี่นิรามิสาอธิบายว่า คือการนำพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งสัมพันธ์กับชีวิตและสังคม อย่างผสานกลมกลืน หลวงปู่นัท ฮันห์ เรียกว่า Engaged Buddhism
"ในช่วงแรกๆ ที่หลวงพี่ไปหมู่บ้านพลัม กลับมาบ้านก็นำรูปแบบบางอย่างที่เรียนรู้มาใช้เลย ปรากฎว่าไม่เวิร์ค เราต้องปฏิบัติ ด้วยการไม่ปฏิบัติ การนำเทคนิคไปใช้ต้องแนบเนียน นักปฏิบัติธรรมต้องเป็นศิลปิน ทำตัวเองให้ผ่อนคลาย อยู่ตรงนั้นอย่างแท้จริง กับคนที่เรารัก อยู่กับเขาอย่างเต็มร้อย ถ้าเราต้องมีชีวิตอยู่กับใครสักคนหนึ่งตลอด 24 ชั่วโมง เราจะรู้ว่าเขาเป็นอย่างไร หงุดหงิด ตอนไหน แล้วจะทำให้หายหงุดหงิดอย่างไร ความสำเร็จ ความงมดงามของชีวิตอยู่ที่ไหน อยู่ที่ว่า เรามีพื้นที่ว่างให้คนอื่นหรือเปล่า เราจะใช้วาจาแห่งสติอย่างไร เราคิด เราแสดงออกอย่างมีสติอย่างไร เราสนุกสนานอย่างมีสติอย่างไร สิ่งเหล่านี้คือการฝึกฝน การอยู่ตรงนั้นกับตัวเราเองและกับคนที่เรารัก"
"ถ้าเรารู้วิธีที่จะอยู่กับคนอื่นว่า อยู่อย่างไรจึงจะมีความสุข อยู่อย่างไรจึงจะให้เกิดความปรองดองกันฉันท์เพื่อนในชุมชน เพราะ แต่ละคนมีความอยากมีอยากได้ไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอยากได้อย่างนี้ อีกคนอยากได้อย่างนั้น หลวงปู่แนะนำว่า เอาอย่างไรก็ได้ แต่ต้องปรองดองกัน เราต้องยอมฟังคนอื่น ยอมที่จะให้โอกาสคนอื่น หลวงปู่บอกว่า เราไม่ใช่มืออาชีพ ที่จัดงานแล้วประสบ ความสำเร็จแล้วเราแตกแยก ไม่ใช่ ไม่เอา บางครั้งคนมางานภาวนาบ่นว่ากระดาษชำระไม่พอบ้าง ส้วมเต็มบ้าง เราไม่ตำหนิใคร แต่หาทางแก้ไขกัน"
หลวงพี่กล่าวว่าใน 5 วันนี้ เราจะมาฝึกปฏิบัติศิลปะในการใช้ชีวิตร่วมกัน มาใช้ชีวิตที่เรียบง่ายด้วยกัน เพราะปกติชีวิตประจำวัน ของเรามักเต็มไปด้วยความวุ่นวายสับสน จึงทำให้ความเรียบง่ายหายไป ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เกิดขึ้น เรามาช่วยกันสร้างสรรค์ เทคนิค เข้าถึงคำสอนของพระพุทธองค์อย่างเป็นรูปธรรม ทำอย่างไรให้ลูกๆ ได้สัมผัสกับคำสอนเหล่านั้นได้
"หลวงปู่นัท ฮันห์ มักจะกล่าวว่า ให้เราช่วยกันสร้างสรรค์ให้พุทธศาสนาใหม่เสมอ เพราะการใช้ศิลปะเป็น จะเป็นการ เปิดหัวใจคน"
(โปรดติดตามตอนที่ 2)
|