|
ตอนเด็ก ๆ ท่านเป็นอย่างไรคะ
ตอนเด็ก ๆ จะเรียบร้อยมาก จนได้รางวัลความประพฤติดีตอนเรียนอยู่ ป. 2 กับ ป. 4 จำได้ว่าตอน ป. 2 เราไม่พูดเลยตลอดทั้งปี เป็นเด็กเงียบ พอ ป. 6 กลับกลายมาเป็น เด็กแก่น เป็นเด็กกวนคุณครู เป็นหัวโจก พอไปเรียนเรื่องการศึกษาเด็กเล็กที่อเมริกา เลยได้เข้าใจว่า เป็นธรรมชาติของวัยที่เปลี่ยนไป เราต้องการหาสัญลักษณ์ของตัวเอง เป็นตัวของตัวเอง เป็นอิสระ เป็นเอกราช เราอยากหาอะไรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเรา นึกถึงกลับไปแล้ว สงสารคุณครูจังเลย (หัวเราะ) พอเริ่มโตขึ้นไป ม.ศ. ปลาย ก็จะเริ่ม ลงตัวขึ้นมาได้
รู้จักหลวงปู่ติช นัท ฮันห์ได้อย่างไรคะ
ตอนอายุ 16 เรียนอยู่ ม.ศ. 3 กำลังจะต่อมัธยมปลาย โยมพี่สาวคนโต (นงลักษณ์ พันธจารุนิธิ) สอบเข้าคณะทันตแพทยศาสตร์ มหิดลไปก่อนแล้ว และอยู่ชมรม พุทธศาสตร์ ได้ให้หนังสือชื่อ "ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ" ของ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ มีคุณประชา (หุตานุวัตร) สมัยที่ยังเป็นพระประชา ปสนฺนธมฺโม เป็นผู้แปล อ่านครั้งแรก รู้สึกประทับใจมาก เป็นสิ่งที่มีคุณค่า เอาไปใช้ได้ เป็นหนังสือที่มีความศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนกับว่าเป็นพระเขียน แต่ชื่อ ติช นัท ฮันห์ นี้บ้านเราไม่คุ้นเลย ตอนนั้นก็ไม่ได้ สนใจหรอกว่าใครเป็นผู้เขียน แต่สนใจว่าเป็นหนังสือที่ดี ก็ลองเอามาใช้ ยิ้มให้ตัวเอง ทุกวันในกระจก ล้างจานเพื่อล้างจาน เราสะดุดใจมากตอนนั้น พอมาอยู่ที่หมู่บ้านพลัม ยังบอกพี่สาวว่า ขอบคุณพี่สาวที่เอาหนังสือให้ เหมือนกับเป็นผู้เปิดประตูธรรม สัมผัสกับ ท่านครั้งแรก ขอบคุณที่พระประชาแปล ได้อ่านตั้งแต่อายุยังน้อยๆ
ช่วงนั้นพี่สาวก็ชวนไปเข้าชมรมพุทธฯ และได้ไปสวนโมกข์หลังจากจบ ม.ศ. 3 ตอนนั้นรู้สึกว่าพุทธศาสนา ไม่ใช่เรื่องของคนเฒ่าคนแก่ ไม่ได้เป็นของงมงายเลย แต่เป็นวิทยาศาสตร์ เอาไปใช้ได้ มีเสียงที่แรงอยู่ในใจว่า ชีวิตของคนเราต้องมีพื้นฐาน ทางด้านจิตวิญญาณ ใครก็ตามที่ไม่มีพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณ มีชีวิตไม่รอดหรอก แต่พอมาพิจารณาดูตอนหลัง ความไม่รอดก็คือ อาจจะมีชีวิตอยู่ แต่ก็อยู่เหมือนคน ตายแล้ว คือไม่มีชีวิตทางด้านจิตใจ อยู่แต่ทางกายเฉยๆ แต่ไม่ alive ไม่เบิกบาน เป็นเสียงที่มันก้องมากอยู่ในใจว่า เราก็มีพื้นฐานทางด้านจิตวิญญาณ เราจะเอา พุทธศาสนานี่แหละเป็นที่พึ่ง เพราะเราเป็นคนพุทธมาเกิดเมืองพุทธ แล้วอีกเสียงหนึ่ง ที่ก้องก็คือ เป็นผู้หญิงก็ฝึกปฏิบัติธรรมได้ ทำอะไรได้เยอะแยะ
|