|
หลวงพี่เป็นคนเวียดนาม-อเมริกัน เมื่อเรียนอยู่ชั้นมัธยม หลวงพี่เรียนอย่างหนักเพื่อให้สอบได้เกรดดีๆ และได้รับเลือกให้เข้าไปศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง หลังจากเข้ามหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันได้แล้ว หลวงพี่ก็ทุ่มเทเวลากับการเรียนเต็มที่เพื่อให้ได้เกียรตินิยม โดยคาดหวังว่าปริญญาเกียรตินิยมจะช่วยให้หลวงพี่ได้งานที่ดี และสามารถช่วยเหลือครอบครัวที่เวียดนามและอเมริกาในด้านการเงินได้ หลังจากทุ่มเทในการเรียน 4 ปี ในที่สุดวันอันยิ่งใหญ่ก็มาถึง หลวงพี่จบปริญญาตรี 2 ใบ ด้านการเงินและธุรกิจระหว่างประเทศ และหลวงพี่ก็ยังอยากเรียนต่อปริญญาโทด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และนโยบายการต่างประเทศอีกด้วย แต่หลังจากคิดทบทวนแล้ว หลวงพี่ตัดสินใจเลื่อนการเรียนปริญญาโทไปก่อน เพื่อที่จะหารายได้มาจุนเจือครอบครัวและหาประสบการณ์จากการทำงาน โชคดีที่ก่อนเรียนจบปริญญาตรี 2 วัน หลวงพี่ได้งานที่บริษัทค้าหุ้นที่เชี่ยวชาญด้านการลงทุน เราตกลงทำสัญญากัน และหลวงพี่จะได้เริ่มต้นทำงานหลังจากเรียนจบ 1 สัปดาห์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างสวยงามมาก
แต่อย่างไรก็ตาม จิตใจของคนเราไม่เคยยอมหยุดนิ่ง หลังจากได้งานทำแล้ว เป้าหมายต่อไปคือซื้อบ้านและรถ และหลังจากทำงาน 3 ปี ความฝันก็เป็นจริง ในขณะเดียวกันหลวงพี่ได้รับความกดดันจากการทำงาน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะเจรจาตกลงกับลูกค้า โดยเฉพาะกับเหล่าเศรษฐีผู้มีอันจะกิน คนเหล่านี้มีความต้องการที่ไม่สิ้นสุด บางครั้งหลวงพี่รู้สึกมึนศีรษะ หัวหมุนติ้วหลังเลิกงาน หลวงพี่มีงาน มีเงิน มีรถและบ้าน แต่หลวงพี่กลับไม่มีความพอใจในชีวิตของตนเองเลย รู้สึกว่าบางสิ่งบางอย่างไม่สมบูรณ์หรือขาดหายไป
อีกด้านหนึ่ง หลวงพี่รู้สึกว่าไม่ว่าจะให้กับครอบครัวมากเพียงใดก็ไม่เคยพอ ในด้านการเงินนั้นอาจจะเพียงพอ แต่ในด้านจิตใจกลับไม่มีความสุขเลย หลวงพี่มีความรู้สึกเหมือนเราวิ่งวนเป็นวัฏจักร ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับของจิตใจเลย
หลวงพี่มักจะมองหาความสุขจากวัตถุสิ่งของและการพักร้อน ทุกครั้งที่เศร้า เบื่อ เครียดจากการทำงาน หรือต้องการอิสรภาพ หลวงพี่ก็จะลาพักร้อน นั่นคือวิธีผ่อนคลายความตึงเครียดในขณะนั้น หลวงพี่เดินทางไปหลายที่ทั่วโลก ช่วงเวลาพักร้อนจึงเป็นเวลาที่หลวงพี่รู้สึกดีและมีความสุขที่สุด แต่ครั้นกลับมาที่บ้าน ความรู้สึกเครียดและกดดันก็เริ่มจะกลับมา โดยเฉพาะกับเรื่องที่หลวงพี่ไม่ได้ดั่งใจปรารถนาก็จะรู้สึกเบื่อหน่ายและต้องการวิ่งหนี
|