
เมื่อแรกที่หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ดำริว่าน่าจะนำหลักศีลห้ามาตีความ และประยุกต์ให้เข้ากับ ยุคสมัย สานุศิษย์ของท่านก็ขมวดคิ้ว โดยเหตุที่เขาเหล่านั้น ก็ไม่ต่างกับชาวไทยที่ถูกสั่งสอนมา ตั้งแต่เริ่มจำความได้ว่า ศีลห้า ก็คือ ข้อห้าม ห้ามทำโน่นทำนี่ แล้วจะกลายมาเป็นหลักปฏิบัติ ให้ทำอะไรต่อมิอะไร ได้อย่างไร
แต่ภายหลังที่ท่านได้ขยายความให้ฟัง ก็รู้สึกว่าจะเป็นที่น่าทึ่งยิ่งนัก เพราะการตีความแบบใหม่ ครอบคลุม กับภาวะของยุคสมัยปัจจุบัน และ มองเห็นภาพชัดเจนยิ่งกว่า
ไม่ว่าจะเป็นศีลปาณาติบาต ที่เราเข้าใจมาแต่เดิมว่าห้ามทำลายชีวิต ท่านขยายความไปถึง การเรียนรู้ที่จะ ปกป้องสภาพแวดล้อม และธรรมชาติ ศีลข้อห้ามลักทรัพย์ ก็รวมไปถึงการทุจริต คอรัปชัน ความอยุติธรรมทางสังคม ศีลข้อสาม ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาการล่วงละเมิดทางเพศ ของเด็ก ศีลข้อสี่ ก็มิได้หมายถึงการห้ามกล่าวเท็จ แต่เพียงอย่างเดียว หากยังรวมไปถึงการตั้ง สัตย์ปฏิญาณ ที่จะพูดแต่ความจริง และถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความหวัง เบิกบาน และไม่ควรกระพือ ข่าวที่ตนเองไม่รู้แน่ชัด ตลอดจนละเว้นวาจาที่จะก่อให้เกิดความแตกแยก ส่วนศีลข้อสุดท้าย มิได้หมายถึงข้อห้ามจากสุราเครื่องดื่ม มึนเมา เหมือนแต่เดิม หากยังขยายความไปถึง การบริโภค ที่ไม่เหมาะสม ทั้งต่อร่างกายและจิตวิญญาณของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรายการโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือ ภาพยนตร์ และการสนทนา
ดังนี้ จะเห็นได้ว่า ศีลห้าได้ถูกตีความใหม่ในลักษณาการที่คนร่วมสมัยเข้าใจได้ ทั้งนี้ วิถีชีวิต ปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ชีวิตและสังคมมีความสลับซับซ้อนมากขึ้น การมองเห็นความ ผิดบาป หรือความเบียดเบียน ที่มนุษย์สามารถกระทำต่อผู้อื่นนั้น เป็นไปได้ยากขึ้นตามลำดับ
ข้อฝึกอบรมสติ 5 ประการ ก็คือ หลักศีล 5 ที่นำมาปรับประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัยนั่นเอง 
|