สู่อนาคตที่เป็นไปได้ PDF Print

สู่อนาคตที่เป็นไปได้

ธรรมบรรยายงานภาวนาคนหนุ่มสาว

๗ ธันวาคม ๒๕๕๖

สถานปฏิบัติธรรมนานาชาติหมู่บ้านพลัม ประเทศไทย


งานภาวนานี้เรามีเพื่อนๆ มาจากหลายๆ ประเทศ อเมริกา ฮอลแลนด์ โปแลนด์ ไอร์แลนด์ สิงคโปร์ พม่า เวียดนาม หากเธอเป็นคนอเมริกัน บ้านของเธอคือประเทศอเมริกาหรือเปล่า ถ้าเธอเป็นคนไทยบ้านของเธอก็คือประเทศไทยใช่ไหม ร่างกายของเราอยู่ที่นี่ แต่จิตใจของเราอาจไม่ได้อยู่ที่นี่ กายของเธออยู่ที่นี่ แต่ใจของเธออาจจะกำลังท่องเที่ยว เวียดนาม สิงคโปร์ อัมสเตอร์ดัม ซานฟานซิสโก บางทีตัวของเธออยู่ที่นี่แต่ใจของเธออาจจะอยู่ที่ซุปเปอร์มาเก็ต เธอวางแผนว่าเธอจะไปซื้อของฝากเมื่อออกจากหมู่บ้านพลัม ตัวของเธออยู่ที่นี่แต่ใจของเธออยู่ที่อื่น เธอไม่ได้อยู่ที่บ้าน เมื่อได้ยินเสียงระฆังคือโอกาสที่เธอจะนำใจกลับสู่กายของเธอ ไม่ต้องวิ่งอีกต่อไป

พุทธศาสนาบอกว่าเราไม่ต้องวิ่งหาความสุข แต่ทำอย่างไรที่จะโอบรับความทุกข์ แปรเปลี่ยนความทุกข์นั้น ทำอย่างไรเพื่อบ่มเพาะความสุข ทำอย่างไรจึงจะสัมผัสความสุขนั้นได้ เมื่อเธอนำใจมาอยู่กับกายในปัจจุบันขณะ เธอจะสัมผัสได้ถึงความสุขนั้น สัมผัสชีวิตที่ดำรงอยู่

ในหมู่บ้านพลัม เมื่อเราฟังเสียงระฆัง นั่นคือเสียงของพระพุทธเจ้าที่เรียกให้เรากลับสู่บ้านที่แท้จริง หยุดวิ่ง ไม่ต้องวิ่งอีกต่อไป กลับสู่บ้านที่แท้จริงของตัวเรา พวกเราบางคนอาจจะมีอาคารชุดที่สวยงาม มีบ้านหลังใหญ่โต แต่ถ้าเราไม่รู้จักการกลับมาสู่บ้านภายในตัวเอง ในปัจจุบันขณะ เธอก็คือคนไร้บ้าน เป็นคนเร่ร่อนจรจัด รัฐบาลอาจมีนโยบายดีๆ มากมายเพื่อดูแลคนไร้บ้าน คนจรจัด แต่ก็ยังมีคนไร้บ้าน คนจรจัดในทางจิตวิญญาณ การกลับสู่บ้านที่แท้จริงต้องการ การฝึกปฏิบัติ

เมื่อเราหายใจเข้าลึกๆ หายใจอออกลึกๆ รับรู้ถึงความรู้สึก รู้สึกถึงการมีชีวิตอยู่ รับรู้ความเบิกบาน สันติสุข ปิติสุข สิ่งเหล่านี้เราต้องสร้างขึ้นมา บ่มเพาะขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างขึ้นมาด้วยการฝึกปฏิบัติจากตัวของเราเอง ไม่อาจได้มาด้วยการสวดอ้อนวอนหรือนำเงินไปซื้อ เราซื้อสันติภาพ สันติสุข ความเบิกบานไม่ได้ไม่ว่าเราจะมีเงินมากมายขนาดไหนก็ตาม แต่จะต้องสร้างขึ้น บ่มเพาะขึ้นด้วยตัวของเรา ในคนที่เรารัก ในสังคมของเรา ในชุมชนของเรา ขอให้เราเบิกบานกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก ขอให้เธอรับรู้ลมหายใจในขณะนี้ ตามที่เป็น

งานภาวนาครั้งนี้มีชื่อว่า สู่อนาคตที่เป็นไปได้ ; For a Future to be Possible --- อนาคตที่เป็นไปได้ อนาคตที่จะปรากฏเป็นจริงนั้นเป็นอนาคตแบบไหน อนาคตประเภทไหนที่เธออยากจะมุ่งไปหา อนาคตของสันติสุข อนาคตของสงคราม อนาคตที่เต็มไปด้วยทุกข์ อนาคตที่เราจะอยู่ร่วมกัน หรืออนาคตที่แบ่งแยก เธอมีเป้าหมายของอนาคตแบบไหน ?

เธอคงอยากจะได้อนาคตที่เต็มไปด้วยความสุข แต่จะทำอย่างไรเพื่อให้อนาคตที่เต็มไปด้วยความสุขแบบนั้นเป็นจริงขึ้นมา คนหนุ่มสาวหลายคนวางแผนที่จะทำงานหนักขึ้นเพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พยายามทำงานล่วงเวลา หางานที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าที่เป็นอยู่ นี่คือหนทางที่เราวางแผนเพื่ออนาคต

อนาคตจะเป็นอย่างไร ขึ้นกับว่าขณะนี้เรากำลังทำอะไร ถ้าเราทำงานหนัก เราเป็นทุกข์ในปัจจุบันเพื่อจะเป็นสุขในอนาคต เรามักจะคิดว่าหากเราอดทนทำงานหนัก อดทนต่อความทุกข์ ยืนหยัด และดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดได้ในปัจจุบัน ต่อสู้จนถึงที่สุด ในที่สุดแล้วเราก็จะไปถึงอนาคตที่เป็นสุขได้ในบั้นปลาย แต่นั่นไม่ใช่หนทางของพระพุทธองค์

อนาคตสร้างขึ้นจากปัจจุบัน ถ้าเราไม่มีความเบิกบาน ไม่มีความสุขสงบในปัจจุบัน ความสุข และสันติสุขในอนาคตย่อมเป็นไปไม่ได้ เธอจะต้องกลับมาสู่ตัวของเธอ รับรู้ว่าสภาวะในตัวเธอเป็นอย่างไร และ รอบๆ ตัวของเธอกำลังเกิดอะไรขึ้น เธอจะต้องเรียนรู้ที่จะโอบกอดอารมณ์รุนแรงในตัวของเธอ ถ้าเธอสร้างห้วงขณะของความสุข ความเบิกบานในขณะนี้ไม่ได้ เธอก็ไม่อาจที่จะสร้างอนาคตที่เป็นสุขและเบิกบาน

เราเรียนรู้และสอนกันมากมายในเรื่องความทุกข์ ชีวิตเป็นทุกข์ ความคิดเป็นทุกข์ เกิดเป็นทุกข์ เติบโตก็เป็นทุกข์ แก่ก็เป็นทุกข์ ความตายก็เป็นทุกข์ การเรียนในมหาวิทยาลัยก็เป็นทุกข์ ความสัมพันธ์เป็นทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ พระพุทธองค์ที่เคารพ โลกเต็มไปด้วยความทุกข์ ขอพระองค์ได้โปรดประทานความสุข ความเบิกบานให้กับลูกด้วย

บางสายการปฏิบัติแนะนำว่า เธอต้องหมั่นสวดมนต์ภาวนา เธอต้องบริจาค ทำทาน เพื่อที่เมื่อเธอตายเธอก็จะได้ไปอยู่ในดินแดนที่เต็มไปด้วยความสุขไม่มีความทุกข์อีกต่อไป--- เมื่อได้ฟังดังนั้น เธอจึงทำงานหนักขึ้น ได้ค่าตอบแทนมากขึ้น เธอนำเงินเหล่านั้นบริจาคให้คนยากจน บริจาคให้วัด ให้สถานปฏิบัติธรรม สวดมนต์มากขึ้น เธอทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อบูชาพระพุทธเจ้าด้วยหวังว่าเมื่อเธอตาย พระพุทธเจ้าจะมอบบัตรผ่านประตูให้เธอเข้าไปสู่ดินแดนสุขาวดีซึ่งเต็มเปี่ยมด้วยความสุข ในเวียดนาม จีน เกาหลี หลายคนฝึกปฏิบัติเช่นนี้

ในบางสายการปฏิบัติแนะนำให้นั่งสมาธินานๆ ต่อสู้กับความเจ็บปวดในร่างกาย สู้กับความรู้สึกเครียด สู้ความรู้สึกกดดัน นั่งนานหนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง สามชั่วโมง เพื่อจะเอาชนะบางสิ่งบางอย่าง เมื่อฝึกไปสักระยะหนึ่งเขาต้องไปพบแพทย์เพราะปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อหลัง ปัญหาเรื่องกระดูก ปัญหาทางจิต  ทำไมคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงสร้างปัญหา เพิ่มทุกข์ หลายคนถามว่า ผมฝึกมาแล้วหลายปี แต่ปัญหาก็ยังคงอยู่อย่างนั้น ไม่เห็นประสบความสำเร็จอะไรเลย ยังจัดการกับความโกรธไม่ได้ รับฟังลูกสาวไม่ได้ คืนดีกับคนรักไม่ได้

เราจะนำคำสอนของพระพุทธเจ้าเข้ามาอยู่ในชีวิตของเราได้อย่างไร เราจะเรียนรู้คำสอนของพระพุทธเจ้าโดยไม่ให้สิ่งนั้นกลายเป็นปัญหาได้ไหม เราจะประสบความสำเร็จในคำสอนเหล่านั้นอย่างไร

ในงานภาวนาครั้งหนึ่ง มีผู้เข้าร่วมงานภาวนาสวมเสื้อยืดซึ่งมีข้อความตัวโตว่า “จบสิ้นความทุกข์ แสวงหาความสุข (Ending Suffering, Finding Happiness)” ฉันรู้สึกสงสัยจึงหาโอกาสถามเขาว่า ประโยคนี้แปลว่าอะไร เขาบอกว่า “โอ้!ท่านไม่รู้หรอกหรือ นี่เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้านะ ทำไมท่านถึงไม่รู้ล่ะ” ฉันตอบว่า “อ้อ จริงหรือ ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย”  พระพุทธองค์ทรงสอนพวกเราถึงความเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งของความสุขและความทุกข์ ฉันถามเขาว่า เธอคิดว่าเธอจะมีความสุขใช่ไหมถ้าหากความทุกข์ทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว เขาตอบว่า ใช่สิ แน่นอนเลยล่ะ หากความทุกข์สิ้นสุดลงแล้วจะไม่มีความสุขได้อย่างไร ฉันจึงถามเขาต่อไปว่า ขณะนี้เธออายุ 28 ปีแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมา เธอไม่เคยพบความสุขบ้างเลยหรือ ? เขาดูสับสนนิดหน่อยก่อนจะตอบว่า เอ้อ ก็มีบ้างนะ เขาบอกว่าเขาต้องการทำให้ความทุกข์จบสิ้นลงเพื่อจะได้พบความสุข แต่เขาก็รู้ว่าในขณะที่ความทุกข์ยังไม่จบสิ้นลงแต่ความสุขก็มีอยู่แล้ว ดังนั้นประโยคที่บอกว่า จบสิ้นความทุกข์ ตามหาความสุข จึงขัดแย้งในตัวของมันเอง

ครั้งหนึ่งในห้องสนทนาธรรม ฉันขอให้ปิดไฟในห้องแล้วให้ทุกคนตามลมหายใจ ผ่านไปสัก ๒-๓ นาที ฉันขอให้ช่างเทคนิคเปิดไฟ ห้องกลับมาสว่างอีกครั้ง ฉันถามพวกเขาว่า ความมืดหายไปไหน หนีไปทางหน้าต่าง หนีไปใต้ถุน ขึ้นไปบนเพดาน หนีเข้ามาในตัวเรา ความมืดหนีไปทางไหน เมื่อเราเปิดไฟ ความสว่างก็อยู่ตรงนั้น แต่เมื่อปิดไฟ ความมืดก็กลับมา เราเคยลองถามตัวเองไหมว่าความมืดหายไปไหน แสงสว่างต้องทำสงครามต่อสู้กับความมืดหรือไม่ พวกเธอเป็นคนฉลาด เธอรู้อยู่แล้วว่าแสงสว่างไม่เคยต้องทำสงครามกับความมืด แต่ทำไมเราจึงต้องสู้เพื่อให้ความทุกข์จบสิ้นลงก่อนที่ความสุขจะเกิดขึ้น ทำไมเราจึงต้องรอให้ความทุกข์จบสิ้นเสียก่อนเราจึงจะพบความสุข

ถ้าเราเป็นผู้ฝึกปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้ง เราจะได้ยินเสียงของพระพุทธองค์อย่างชัดเจนว่า ความสุขนั้นมีอยู่แล้วในความทุกข์ถ้าเรามีสติ แต่หากไม่มีสติ แม้ความสุขจะอยู่ตรงนั้นเธอก็ยังคงทุกข์อยู่นั่นเอง ความสุขเกิดขึ้นได้จากความทุกข์ และความสุขก็ก่อให้เกิดทุกข์ได้ด้วยเช่นกัน มีความหนึ่งเดียวกันอย่างยิ่งระหว่างความสุขและความทุกข์

คู่รักหลายคู่เริ่มต้นจากความหวานชื่น ในช่วงเวลาแห่งความรักเขาสรรหาวิธีการเพื่อจะแสดงความรักให้ปรากฏออกมาห้คนรักรับรู้ ส่งข้อความไปหา แสดงความห่วงใย ส่งอีเมลวันละหลายๆ ฉบับ ไม่เคยต้องรอวันวาเลนไทน์เพื่อแสดงความรัก ไม่ต้องรอวันเกิด ไม่ต้องรอเทศกาล เขาทำให้ทุกๆ ขณะเป็นเวลาของความรัก เมื่อคนอยู่ในห้วงรักก็สามารถมอบความรักให้กันได้ตลอดเวลา คิดว่าชีวิตนี้คงจะขาดคนอีกคนไม่ได้ แต่เมื่อผ่านไปสักระยะหนึ่ง กลับกลายเป็นว่า ช่างเป็นความล้มเหลวเป็นอย่างยิ่งที่ฉันมีเธอเป็นคู่ชีวิต ที่ฉันแต่งงานกับเธอ ที่ฉันมีเธอเป็นคู่รัก แล้วทั้งคู่ก็แยกจากกันไปด้วยเหตุผลต่างๆ นานา

เห็นไหมล่ะ พระพุทธองค์บอกว่าความรักเป็นทุกข์ การมีชีวิตคู่ก็เป็นทุกข์---ที่เป็นทุกข์เพราะเธอไม่เคยตระหนักถึงช่วงเวลาที่ดี ช่วงเวลาที่มีความสุข ปล่อยให้ความสุขนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความทุกข์มากขึ้นและมากขึ้น เมื่อเธอไม่ดูแลช่วงเวลาของความสุข ความทุกข์ก็จะปรากฏขึ้น แต่ถ้าเธอดูแลชั่วขณะของความเบิกบาน บ่มเพาะความสุข ในชีวิตประจำวัน อนาคตก็จะเต็มไปด้วยความเบิกบานและความสุข ถ้าเธอรู้จักการใช้วาจาแห่งรัก รู้จักโอบกอดอารมณ์รุนแรง ความสุขก็จะเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ถ้าเธอไม่รู้จักการดูแลอารมณ์รุนแรง เธอไม่ฝึกการฟังอย่างลึกซึ้ง ไม่รู้จักการใช้วาจาแห่งรัก ความทุกข์ก็จะปรากฏขึ้น กลายเป็นความทุกข์สะสม ความเจ็บปวด ความไม่เข้าใจ ความเข้าใจผิด แตกร้าว แต่เราสามารถบ่มเพาะความสุข ความเบิกบานให้เกิดขึ้นได้ เพื่อจะฟื้นคืนการสื่อสารอีกครั้ง ฟื้นความสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจ ปรองดอง แล้วความสุขก็จะเกิดขึ้นมาใหม่จากความทุกข์นั้น

แทนที่เธอจะกล่าวว่า จบสิ้นความทุกข์ ตามหาความสุข ฉันขอแนะนำว่าเธอควรจะโอบรับความทุกข์แล้วแปรเปลี่ยนความทุกข์นั้น สัมผัสความสุข บ่มเพาะความสุขให้เกิดขึ้น นี่คือสาระที่พระพุทธองค์ฝากให้กับพวกเรา

หนทางของพระพุทธองค์คือหนทางแห่งความสุข ไม่มีทางที่มุ่งไปสู่ความสุข แต่เรามีความสุขได้ตลอดเส้นทางนั้น ไม่ต้องวิ่งไปหาอนาคต แต่ควรบ่มเพาะความสุขและเบิกบานให้เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้เราเบิกบานกับอนาคตที่ปรากฏขึ้นแล้ว ณ ขณะปัจจุบันนี้

เราต้องฝึกฝนตัวเราให้กายกับใจกลับมาอยู่ด้วยกันเสมอ เพื่อตระหนักรู้ความจริงที่กำลังเกิดขึ้น การดูแลลมหายใจจะทำให้เรารู้ว่าเรายังมีชีวิตอยู่ และด้วยสิ่งนี้ เราจะดูแลตัวเองได้ ปกป้องตัวเองได้ จากความยากลำบากทั้งหลาย จากหลายๆ ขณะที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก นี่เป็นการฝึกฝน เราไม่สามารถได้สิ่งเหล่านี้ด้วยการอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ หรือถามมิสเตอร์กูเกิล เราอาจจะถามคำถามหลายเรื่องกับมิสเตอร์กูเกิลและเขามักจะมีคำตอบดีๆ ให้เรา แต่สำหรับการมีชีวิตที่มีความสุข ความเบิกบาน เราต้องฝึกฝนด้วยตัวของเราเองเท่านั้น

เราต้องนำคำสอนของพระพุทธองค์มาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน ถ้าเรารู้สึกว่าเรามีธุระยุ่ง ต้องดำเนินโครงการต่างๆ มากมายไม่มีเวลาเพื่อปฏิบัติภาวนาเลย เราต้องกลับมามองการปฏิบัติเสียใหม่ เรามีเวลาเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ กินข้าว แปรงฟัน ฉันไม่เคยเห็นคนยุ่งถึงขนาดที่ไม่ได้แปรงฟัน ไม่ได้กินข้าว ไม่ได้อาบน้ำ อาจจะมีบ้างบางวัน แต่คงไม่ตลอดทั้งปีแน่ๆ ถ้าเรามีเวลากินข้าวก็ฝึกปฏิบัติได้ เข้าห้องน้ำก็ปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่าการภาวนาจะต้องทำในหอปฏิบัติธรรมเท่านั้น เราต้องให้เวลากับตัวเองเพื่อปฏิบัติ ถ้าในวันนี้เราเต็มไปด้วยความเครียด ความกังวล ความโกรธ แล้วเราจะมีความสุขในวันข้างหน้าได้อย่างไร เราต้องดูแลความโกรธในปัจจุบันแล้วแปรเปลี่ยนมัน เราต้องแปรเปลี่ยนความสับสน กระวนกระวาย ความกังวล เมื่อแปรเปลี่ยนได้อนาคตก็จะดีแน่นอน

ฉันเคยถามเด็กคนหนึ่งอายุ 13 ปี เขามีเพื่อนบน FB มากกว่าหนึ่งพันคน ฉันสงสัยว่าเขาจดจำเพื่อนเหล่านั้นได้อย่างไร ทำไมเราจึงอยากติดต่อกับผู้คนนัก บางครั้งยิ่งมีเพื่อนมากขึ้นเราก็ยิ่งว้าเหว่มากขึ้น อยู่กับตัวเองไม่ได้ เราส่งข้อความไปหาเพื่อน ฉันเข้าใจปัญหาของเธอ ฉันเข้าใจเธอนะ ขอบใจที่ปรึกษาฉัน แต่ไม่เคยมีใครบอกเลยว่า ฉันเข้าใจตัวฉันเองแล้วเป็นอย่างดี ฉันเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะเข้าใจผู้อื่นได้อย่างไรหากเราไม่เข้าใจตัวเราดีพอ มองหาเพื่อนข้างนอกแต่ไม่เคยมองหาเพื่อนข้างใน บ่มเพาะความรักภายใน ความเข้าใจตนเอง และนี่คือสาเหตุสำคัญของความยากลำบากทั้งหลาย

ทำไมเราคิดว่าเราเข้าใจคนนั้นเป็นอย่างดี เรามีความสุขกับคนผู้นั้น แต่แล้วเมื่อผ่านไเรากลับไม่เข้าใจคนนั้นเลย เราไม่อาจทนฟังเขาได้อีกต่อไป คำตอบก็คือเพราะเราไม่เคยเข้าใจตัวเองเลย เราจะรักเขาได้อย่างไรถ้าเราไม่เข้าใจ ไม่รู้จักตัวเองเลย เมื่อเราดูแลตัวเองไม่ได้ เราก็จะดูแลคนที่เรารักไม่ได้ สติจะทำให้เรากลับมารู้จักตัวเอง รับรู้ความเป็นจริงของตัวเรา

ถ้าเรารู้ว่าเรามีปัญหาเพราะเราเป็นคนช่างโกรธ เราควรจะเรียนรู้วิธีเพื่อดูแลความโกรธ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีมาก เราจะเลิกต่อสู้ความโกรธ แต่เราจะรับรู้อย่างที่เขาเป็น ด้วยการหายใจอย่างมีสติ ฝึกลมหายใจเข้า หายใจออก และเมื่อเราดูแลตัวเองดี เราก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้น และดูแลความโกรธได้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ถ้าเรารู้ว่าปัญหาของเราคือความอิจฉา หึงหวง เราก็จะหาหนทางเพื่อดูแลความอิจฉา หึงหวง เราฝึกฝนตนเองเพื่อจะดูแลสังคมด้วยความสันติ สงบ ผ่านการดูแลตนเอง นี่คือการสืบเนื่องพระพุทธศาสนา อย่าพยายามหาความสุขที่ปราศจากความทุกข์เพราะเราจะหาไม่เจอ อย่าพยายามตามหาอนาคตโดยไม่สนใจปัจจุบัน ถ้าทำอย่างนั้นเราจะสูญเสียอนาคต อนาคตสร้างขึ้นจากปัจจุบัน

ถ้าเราต้องการอนาคตที่สงบ สันติ มีความสุข เราต้องทำในขณะนี้ อย่างตระหนักรู้ เต็มเปี่ยมด้วยสติ องค์ประกอบของความสุขนั้นประกอบด้วยความทุกข์ที่เราจะต้องโอบรับเอาไว้ โอบกอด และแปรเปลี่ยนมัน สติคืออาหารของความสุข  เมื่อเราเข้าภัตตาคารเราไม่ได้เข้าไปเรียนสูตร-ตำรับอาหาร แต่เราเข้าไปเพื่อรับประทานอาหาร เมื่อเรามาวัดเราไม่ได้มาเพื่อเรียนพระสูตร แต่เรามาปฏิบัติเพื่อลิ้มรสความสุขจากการปฏิบัติ ความสุขต้องการอาหารเพื่อจะเติบโต และสติคืออาหารของความสุข อย่าเพียงแต่เรียนพระธรรม อย่าเพียงแต่เรียนเรื่องสติ แต่ขอเบิกบานในการฝึกสติ และตั้งใจฝึกฝน ขอให้สืบเนื่องความสุข สืบเนื่องการฝึกฝนเพื่อหล่อเลี้ยงความสุขนี้