หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยท่านติช นัท ฮันห์ > พระพุทธองค์อยู่บนรถคันนี้ไหม
พระพุทธองค์อยู่บนรถคันนี้ไหม PDF Print

พระพุทธองค์อยู่ในรถคันนี้ไหม ?


พระพุทธองค์อยู่ในรถคันนี้ไหม ?

วันหนึ่งขณะที่อยู่บนรถโดยสาร หลวงปู่ถามลูกศิษย์ว่า “เธอคิดว่าพระตถาคตอยู่ในรถคันนี้กับพวกเราหรือเปล่า?” หลวงพี่ฟับเหวียงตอบว่า “ครับ ผมคิดว่าพระองค์อยู่ในรถคันนี้แล้ว” หลวงปู่ถามอีกว่า “เธอแน่ใจหรือ ? ” ขณะนั้น มีรถโดยสารอยู่ ๓ คัน หลวงปู่นั่งอยู่บนรถคันที่หนึ่ง และยังเหลือรถบัสอีก ๒ คัน ดังนั้น หากจะค้นหาพระพุทธองค์ที่อยู่บนรถโดยสารย่อมไม่ใช่เรื่องยาก

ถ้าในรถมีผู้โดยสารอยู่ ๕๐ คน และหนึ่งในนั้นกำลังหายใจอย่างมีสติ นั่นย่อมหมายความว่า พระพุทธองค์อยู่ในรถคันนั้นแล้ว แต่หากว่าไม่ใช่เพียงแค่ ๑ คน แต่เป็น ๒ คน ๓ คน หรือ ๕ คน ที่กำลังหายใจอย่างมีสติ และเบิกบานกับภูมิประเทศอย่างมีสติ ก็จะทำให้การปรากฏขึ้นของพระพุทธองค์แจ่มชัดยิ่งขึ้น และหากผู้โดยสารทั้ง ๕๐ คน พากันหายใจอย่างมีสติก็จะเป็นความมหัศจรรย์อย่างยิ่ง แท้จริงแล้วเราต้องการเพียงหนึ่งคนในรถคันนั้นที่หายใจอย่างมีสติ เพื่อให้มีพระพุทธองค์อยู่บนรถกับพวกเรา การปรากฏขึ้นของพระพุทธองค์จะทำให้ทุกคนจะปลอดภัยยิ่งขึ้นและได้รับการคุ้มครองด้วยพลังของพระองค์

การนั่งอยู่ในรถโดยสาร รถตู้ หรือรถยนต์ส่วนตัว หากเธอถามว่า “พระพุทธองค์อยู่ในรถคันนี้หรือไม่” เธอสามารถหาคำตอบได้ด้วยตัวของเธอเอง
พวกเรามีความสามารถที่จะอัญเชิญพระพุทธองค์ให้ปรากฏขึ้นเพื่อพวกเราได้ ด้วยการหายใจอย่างมีสติ เราจะมั่นใจได้ว่าพระพุทธองค์นั่งอยู่ในรถคันนี้ และทุกๆ คนจะได้รับการคุ้มครอง

บนเที่ยวบินจากซานฟรานซิสโกไปปารีส หลวงปู่ถามขึ้นอีกว่า “พระพุทธองค์อยู่บนเครื่องบินลำนี้ไหม” คำตอบนั้นชัดเจนมาก เราต้องการเพียงการหายใจอย่างมีสติ แล้วพระพุทธองค์ก็จะปรากฎขึ้นบนเครื่องบินทันที บ่อยครั้งที่พวกเราไม่ตระหนักว่าเรามีพลังอันยิ่งใหญ่ หากว่ามีคน ๒– ๓ คนกำลังหายใจอย่างมีสติ การปรากฏขึ้นของพระพุทธองค์ก็จะทวีความชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้น หลวงปู่จึงเชิญชวนให้เราถามกันและกันเสมอเมื่อนั่งอยู่ในรถ อาจจะเป็นช่วงก่อนออกเดินทางจากวัดบนไปยังวัดล่าง หรือไปวัดใหม่ ด้วยคำถามว่า “พระพุทธองค์อยู่ในรถคันนี้แล้วหรือยัง” 

หลวงปู่ยังจำการจาริกธรรมไปยังประเทศอินเดีย ซึ่งจัดขึ้นโดยธรรมาจารย์ซันทัม เซธ (Shantum Seth ) ขณะนั้นมีคณะผู้ร่วมเดินทาง ๓๐๐ คน ใช้รถโดยสาร ๑๑ คัน หลวงปู่ต้องการให้มีพระพุทธองค์ประทับอยู่บนรถโดยสารทุกคัน ไม่ใช่เพียงคันที่หลวงปู่นั่งอยู่เท่านั้น ดังนั้น หลวงปู่จึงขอให้มีระฆังแห่งสติประจำอยู่ในรถโดยสารแต่ละคัน และระฆังนั้นจะถูกเชิญขึ้นเป็นระยะเพื่อเชื้อเชิญให้ทุกคนได้ตามลมหายใจอย่างมีสติร่วมกัน เมื่อผู้โดยสารทุกคนหายใจอย่างมีสติแล้ว ย่อมมั่นใจได้ว่าพระพุทธองค์ประทับอยู่ในรถโดยสารคันนั้น และเมื่อพระพุทธองค์ประทับอยู่กับเรา เราก็จะมีความสุขมากขึ้นและปลอดภัยยิ่งขึ้น ดังนั้น หากว่าเราต้องการที่จะรู้ว่าพระพุทธองค์อยู่ในรถกับเราหรือไม่ การหาคำตอบนั้นง่ายมาก

สังฆะของเราควรมีระฆังแห่งสติอยู่บนรถสักใบ ขณะที่เราจะต้องเดินทางไปที่ใดก็ตามในโลกนี้ และควรจัดที่ทางสำหรับระฆังด้วย ในประเทศเวียดนามและหลายๆ ประเทศที่นับถือพุทธศาสนา ผู้คนมักจะมีพระพุทธรูปตั้งอยู่บนรถ หรือแขวนถุงผ้าเล็กๆ ซึ่งบรรจุพระสูตรความเข้าใจอันสมบูรณ์(ปรัชญาปารมิตา)เอาไว้ แต่การที่เธอมีพระพุทธรูป ก็ไม่ได้หมายความว่ามีพระพุทธองค์ประทับอยู่บนรถ พระพุทธรูปมิใช่พระพุทธองค์ ไม่ว่าพระพุทธรูปนั้นจะทำด้วยพลาสติกหรือหยกก็ตาม

เพียงแค่มีใครสักคนหนึ่งในรถหายใจและมองในวิถีแห่งสติ พระพุทธองค์ที่แท้จริงก็จะปรากฎขึ้น หลวงปู่แนะนำว่า นับจากนี้เป็นต้นไป ในรถของคณะนักบวชควรจะติดป้ายคำถาม “พระพุทธองค์อยู่บนรถคันนี้หรือไม่” เมื่อเราขึ้นไปบนรถ แล้วเห็นคำถามนั้น เราจะได้กล่าวว่า “เอาล่ะ พวกเรามาอัญเชิญพระพุทธองค์ให้ปรากฏขึ้นด้วยกันเถอะ” หากเพื่อนของเรากำลังมีธุระยุ่ง หรือมีความวิตกกังวลมากเหลือเกิน หรือกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด เราก็จะได้หายใจเพื่อเพื่อนของเรา

เมื่อวานนี้หลวงปู่เขียนลายพู่กัน “พระพุทธองค์อยู่บนรถคันนี้ไหม” นับจากนี้เป็นต้นไป ในรถแต่ละคัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถบัส หรือรถตู้ เราควรจะติดป้ายคำถามนี้ไว้ในตำแหน่งที่เห็นได้ชัดเจน และควรมีระฆังแห่งสติใบเล็กด้วย หากว่าเธอเป็นผู้ขับรถ หลังจากที่สังฆะนั่งอยู่ในรถเรียบร้อยแล้ว เธอสามารถที่จะถามอย่างนุ่มนวลว่า “ฉันอยากทราบว่า พระพุทธองค์อยู่บนรถคันนี้แล้วหรือยัง?” จากนั้นจึงขอให้ใครสักคนช่วยเชิญระฆังขึ้น เพื่อที่ทุกคนจะได้กลับสู่ลมหายใจของเขา และนั่นคือวิธีการหนึ่งในการฝึกเจริญสติ

พวกเราล้วนมีความสุขที่มีพระพุทธองค์ดำรงอยู่ในชีวิตของพวกเรา แต่เราก็ไม่ได้มีเพียงพระพุทธองค์เท่านั้น เรายังมีผู้อื่นที่เป็นดั่งกันและกันด้วย ความสุขของพวกเรานั้นยิ่งใหญ่นัก ดังนั้นเมื่อเราเชิญระฆัง ทุกๆ คนหยุดพูดคุยและหยุดคิดเพื่อกลับสู่ลมหายใจ และรับรู้ว่าเรามีพระพุทธองค์ดำรงอยู่ในชีวิตของเรา เช่นเดียวกับที่เรามีกันและกัน 
จะมีความสุขใดยิ่งใหญ่กว่านี้อีกเล่า?

พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์
แปลโดย หนึ่งฤทัย คำจร