หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยท่านติช นัท ฮันห์ > อำนาจ ๓ ประการเพื่อความสำเร็จ
อำนาจ ๓ ประการเพื่อความสำเร็จ PDF Print

อำนาจ ๓ ประการเพื่อความสำเร็จ

ปาฐกถาธรรมม เส้นทางผู้นำกับการสรรค์สร้างความกรุณาและกล้าหาญ
๒๙ มีนาคม ๒๕๕๖ วิทยาลัยดุริยางคศิลป์


ฉันได้เรียนรู้จากคำสอนของพระพุทธเจ้าถึงอำนาจ ๓ ประการ เพื่อจะทำให้ประสบความสำเร็จ และพลังอำนาจเหล่านี้เราบ่มเพาะได้


อำนาจชนิดแรกคือ อำนาจเพื่อจะตัดทิ้ง(power to cut off)
เป็นอำนาจของการปลดปล่อย พวกเรามักจะตกอยู่ภายใต้อำนาจของความโกรธ ความกลัว และความอยาก เราอยากมีอำนาจ อยากมั่งคั่งร่ำรวย อยากมีเงิน อยากกามารมณ์ เมื่อเราอยู่ใต้องค์ประกอบเหล่านี้เราจะไม่มีอิสระ เราจะไม่ประสบความสำเร็จที่ทำงานเพื่อบ้านเมือง รับใช้พี่น้องประชาชน


พระพุทธเจ้าจึงตรัสสอนอำนาจแรกให้กับเรา ‘อำนาจแห่งการตัดทิ้ง’ ตัดความบีบคั้นทั้งหลายทิ้งไป ตัดความบีบคั้นจากความโกรธ ความกลัว ความระแวงทิ้งไป นี่คือหนทางที่เราพึงเดิน เราฝึกปฏิบัติเพื่อจะแปรเปลี่ยนอารมณ์ด้านลบ สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้จริงด้วยการฝึกปฏิบัติการเจริญสติ ตัดความอยากทิ้งไป ตัดความติดยึดทิ้งไป เพราะถ้าเธอยังถูกบีบคั้นด้วยสิ่งเหล่านี้ เธอไม่อาจจะเป็นผู้นำที่ดีได้ ตัดความอยาก ตัดเหยื่อล่อ สิ่งจูงใจ ความกลัว ความโกรธทิ้งไปเสีย


อำนาจที่สองคืออำนาจที่จะเข้าใจ(power of understanding)
ความเข้าใจเป็นมูลเหตุสำคัญของการแปรเปลี่ยนและเยียวยา และความเข้าใจแรกคือความเข้าใจต่อทุกข์ที่มีอยู่ในตัวของเรา ความทุกข์ที่มีอยู่ในกลุ่มของเรา เพราะเรามีความทุกข์อยู่ในตัวของเรา มีความทุกข์อยู่ในกลุ่มของเรา เราจึงไม่สามารถที่จะเป็นรัฐที่ดีอย่างที่ควรจะเป็น เพราะเราไม่มีความเป็นพี่เป็นน้องที่แท้จริงในการเมือง เพราะในพรรคการเมืองของเราแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อกัน เหล่านี้เป็นอุปสรรคที่ทำให้อำนาจไม่เกิดขึ้นจริง


ดังนั้นสิ่งแรกที่เราควรทำคือ มองกลับเข้ามาที่ความทุกข์ของเรา มองรากแห่งทุกข์ ธรรมชาติแห่งทุกข์ที่อยู่ภายในตัวของเรา ในพรรคของเรา เพื่อจะนำมาซึ่งความกรุณา ลดความโกรธ ความแบ่งแยก ความเศร้าโศก ‘อำนาจของความเข้าใจ’ เป็นอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาก อำนาจนี้จะมอบอิสรภาพให้เรา ปลดเราออกจากความกลัว ความโกรธและความระแวง

 

พุทธศาสนามีเป้าหมายเพียงประการเดียวคือ มองอย่างลึกซึ้งเพื่อจะได้พบปัญญารู้แจ้ง เมื่อเธอพบปัญญารู้แจ้งเธอจะเป็นอิสระ อิสระจากอะไรหรือ ? เป็นอิสระจากความบีบคั้น ความโกรธ กลัว ระแวงสงสัย ความอยาก


อำนาจแรกคืออำนาจที่จะตัดทิ้ง ตัดความโกรธ ความกลัว ความระแวง


อำนาจที่สองคืออำนาจที่จะความเข้าใจ ถ้าเธอไม่เข้าใจในความทุกข์ของตัวเธอ ความทุกข์ของผู้อื่น ของกลุ่มอื่น เธอจะไม่เป็นอิสระ ความเข้าใจจะนำความเสรีภาพ อิสรภาพมาสู่ตัวเธออย่างแน่นอน แล้วเธอจะทุกข์น้อยลง


อำนาจที่สามคือ อำนาจที่จะรัก(power to love)
เธอมีความสามารถที่จะรักฝ่ายตรงข้าม รักคนผู้นั้น ผู้ที่กำลังเป็นทุกข์ เธออาจจะเคยมองว่าเขาเป็นศัตรู แต่เมื่อเธอเห็นแล้วว่าเธอมีความทุกข์ เป็นทุกข์ และเห็นว่าเขาก็ทุกข์เช่นเดียวกับเรา แต่เขาไม่รู้จักความทุกข์นั้น เขารับมือกับความทุกข์นั้นไม่ได้ เขาดูแลความทุกข์ของเขาไม่ได้ เขาจึงเป็นเหยื่อความทุกข์ของเขาเอง เมื่อแธอเห็นเช่นนั้น ความกรุณาจะบังเกิดขึ้นในหัวใจ ความทุกข์ของเธอจะน้อยลงทันที นี่เป็นปาฏิหาริย์


เมื่อใครสักคนพูดไม่ดีทำให้เธอเป็นทุกข์ เมื่อใครสักคนทำอะไรบางอย่างที่ทำให้เธอเป็นทุกข์ เธออาจจะรู้สึกว่าเธอกำลังตกเป็นเหยื่อ แต่จริงๆ แล้ว คนที่เป็นเหยื่อคือคนผู้นั้น เขาตกเป็นเหยื่อความทุกข์ของตนเอง เขามีความทุกข์มากมายเหลือเกินที่อยู่ข้างในตัวเขาและเขาไม่รู้จักความทุกข์นั้น เขาไม่เคยเรียนรู้ที่จะรับมือกับความทุกข์ของตนเอง รับมือกับความรู้สึกเจ็บปวด อารมณ์เจ็บปวด เขาจึงทำให้คนรอบข้างเป็นทุกข์ไปหมด พวกเราเป็นเหยื่อขั้นที่สองของความทุกข์ของเขา เขาคือเหยื่อแรกของความทุกข์ในตัวเอง เมื่อเราเห็นว่า เขาตกเป็นเหยื่อความทุกข์ของตนเอง เขาเป็นทุกข์ เราจะเริ่มกลับมาเพื่อคิดค้นวิธีการให้เขาเป็นทุกข์น้อยลง เพื่อให้เขามีความสุขมากขึ้น


เพราะเธอรับมือกับความทุกข์ของตัวเธอได้แล้ว เธอรู้จักความเจ็บปวดของเธอ และปลดปล่อยมันออกไปได้แล้ว เธอเรียนรู้อารมณ์เจ็บปวดและปลดปล่อยได้แล้ว เธอทุกข์น้อยลงแล้ว เธอรู้วิธีการ รู้หนทางแล้ว และเมื่อเธอเห็นคนอื่นที่เขากำลังเป็นทุกข์ เขารับมือกับความทุกข์ไม่ได้ ความกรุณาจะบังเกิดในหัวใจ เธอจะไม่โกรธเขาแต่เธออยากจะช่วยเขาให้พ้นทุกข์ หรือเป็นทุกข์น้อยลง สิ่งเหล่านี้เป็นจริงได้

  

บางครั้งเมื่อเราเจ็บปวด เป็นทุกข์ เรารู้สึกว่าเราเป็นฝ่ายถูกกระทำ เราพยายามเรียกร้องความยุติธรรม เพราะเราคิดว่าเราเป็นทุกข์อยู่ฝ่ายเดียว อีกฝ่ายคงไม่ทุกข์ แต่นั่นไม่ใช่ความจริง อีกฝ่ายก็เป็นทุกข์ และทุกข์อย่างมาก ทั้งสองฝ่ายต่างเป็นทุกข์  เวลาเราทุกข์ มีความโกรธและบอกตนเองว่า ฉันมีสิทธิ์ที่จะโกรธเพราะฉันถูกกระทำ เขาทำสิ่งที่แย่ๆ ต่อฉันมากมาย ฉันจึงมีสิทธิ์ที่จะโกรธ แต่อีกฝ่ายก็มีพลังงานแบบนี้ด้วยเช่นกัน เขาก็มี ‘สิทธิ์ที่จะโกรธ’ ด้วย


พวกเราอยู่ในประเทศเดียวกัน อยู่ร่วมโลกใบเดียวกัน เรารักพี่น้องของพวกเรา อยากจะดูแลพวกเขา แล้วทำไมเราจึงไม่วางความโกรธลงเสียแล้วจับมือกันเพื่อจะดูแลประเทศ ดูแลโลกใบนี้ด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เราช่วยกันทำให้ปรากฏเป็นจริงได้ เริ่มที่ตัวเรา