หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
do not hurry
     ฉันได้มาถึงแล้ว : หน้าแรก > ถาม-ตอบด้วยหัวใจ
ถาม-ตอบด้วยหัวใจ

ถาม

ช่วงนี้ดิฉันรู้สึกไม่พอใจเพื่อนร่วมงาน ทั้งๆ ที่เราเป็นเพื่อนกันมานาน แต่เราก็มีเรื่องบาดหมางกันเรื่อยๆ ทว่าไม่ได้แสดงออก ทุกๆ ครั้งที่ดิฉันเห็นหน้าเพื่อนคนนี้ ดิฉันจะเกิดความหมั่นไส้ จนวันหนึ่งเราก็ไม่สามารถเป็นเพื่อนกันได้อีก แม้ว่าตอนนี้จะไม่ได้ทำงานด้วยกันแล้ว แต่ทุกครั้งที่พบกัน ฉันยังไม่สามารถยิ้มให้เขาอย่างจริงใจได้ ดิฉันคิดว่าอาจเป็นเพราะฉันอิจฉาเพื่อน ฉันไม่ชอบที่ตนเองเป็นเช่นนี้ เราจะสามารถดูแลความรู้สึกนี้อย่างไร

 

ตอบ

ภิกษุฟับลาย
Brother Phap Lai

        หลวงพี่ขอแสดงความยินดีกับเธอด้วย นี่คือโอกาสที่ดีสำหรับเธอ ที่หลวงพี่กล่าวเช่นนี้เพราะ ประการแรกเธอได้ไปไกลกว่าที่คนส่วนใหญ่ทำได้ เธอได้ตระหนักรู้แล้วว่าความอิจฉาของเธอกำลังขวางกั้นความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเธอและเพื่อน คนส่วนใหญ่ไม่ตระหนักรู้ถึงความอิจฉาของตนเอง และน้อยคนนักที่จะมีความรับผิดชอบต่อความรู้สึกนี้ นั่นเป็นเพราะทิฐิมานะหรือความถือตัวถือตนของเรา แทนที่จะยินดีมีความสุขเมื่อเห็นคนอื่นโชคดี เราพบว่าตัวเองพร้อมจะหยิบยกข้ อผิดพลาดต่างๆ ของเขาผู้นั้นขึ้นมาอ้างเหตุผลให้ตนเองมีสิทธิ์โกรธหรือฉุดเขาให้ต่ำลง

        คำถามของเธอแสดงถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน และความสามารถที่จะรับผิดชอบต่อความรู้สึกอิจฉาของตัวเอง เธอใส่ใจที่จะฟื้นฟูความสัมพันธ์และแสวงหาคำแนะนำเพื่อ "ดูแลความรู้สึก" นี่คือเหตุผลที่หลวงพี่กล่าวแสดงความยินดีต่อเธอ

        แล้วทำไมการรู้สึกเช่นนี้จึงเป็นโอกาสอันวิเศษของเธอน่ะหรือ ก็เพราะว่าเรามีหนทางแห่งการแปรเปลี่ยนที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งตัวเธอและคนอื่นๆ ที่ไม่เพียงทำให้มิตรภาพของเธอสดใหม่ แต่ยังปลดเปลื้องพันธนาการในใจให้เธอเป็นอิสระ แล้ววันหนึ่ง เธอจะไม่รู้สึกหวาดกลัวกับอารมณ์ยากๆ เหล่านี้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น อารมณ์โกรธ อิจฉา โลภ หรือหวาดกลัว เพราะเธอมีโอกาสฝึกฝนรับมือกับความรู้สึกไม่ดีเหล่านี้ด้วยอย่างรู้เท่าทันเพื่อเพิ่มความสุขโดยรวมให้กับตัวเอง

        เรามาลองฝึกด้วยกันนะ... ถ้าเธออาจเคยฝึกปฏิบัตินั่งสมาธิมาบ้างก็จะเป็นการดีมาก การหายใจเข้าและหายใจออกอย่างมีสติ... เชื้อเชิญเพื่อนของเธอให้ปรากฏที่ใจของเธอ... ตระหนักรู้ความรู้สึกยากๆ ที่เริ่มเผยตัวขึ้น... ระบุชื่อให้กับความรู้สึกนั้น.... รับความรู้สึกนั้นเอาไว้โดยไม่ตัดสินตัวเองหรือพยายามผลักไสความรู้สึกนั้นให้ออกจากใจ เพราะนั่นคือความรู้สึกของเราเอง ไม่ใช่ความรู้สึกของคนอื่น และไม่ใช่ความรับผิดชอบของคนอื่น เป็นการดีที่เธอจะไม่เอาความรู้สึกอิจฉา (หรือความรู้สึกด้านลบอื่นๆ ที่เธออาจมี) ไปปะปนกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เรามีกับคู่กรณีของเรา เพื่อที่เธอจะดูแลความรู้สึกยากๆ นั้นได้ รักษาลมหายใจของเธอเอาไว้ ดำรงอยู่กับลมหายใจ... ยิ้มด้วยความรักความเมตตาให้กับตัวเองในขณะที่เธอยังคงหายใจต่อไปอย่างมีสติ... จินตนาการว่าเธอกำลังโอบกอดความรู้สึกเหล่านั้นราวกับแม่ที่โอบกอดลูกน้อยที่กำลังร้องไห้งอแง นอกจากการฝึกปฏิบัติในขณะที่กำลังนั่งสมาธิ เธอสามารถฝึกปฏิบัติเช่นนี้ได้ทันทีกับความรู้สึกที่เกิดขึ้นในระหว่างวัน เช่น ขณะที่เธอเดินสวนกับเพื่อนคนนั้นบนทางเดินข้างอาคาร ความรู้สึกเดิมๆ ก็อาจผุดขึ้นมา ขณะนั้นเอง (หรือทันทีที่เธอสามารถทำได้โดยไม่เรียกสายตาจากฝูงชนมากเกินไป) ให้เธอหยุดเคลื่อนไหว หลับตาลง หายใจเข้าลึกๆ ออกยาวๆ สัก 3 ครั้ง... ตระหนักรู้ทั่วร่างกายของตัวเอง ในขณะที่ตระหนักรู้ตลอดความสั้นยาวของลมหายใจเข้าและออก ความรู้สึกยากๆ ที่เคยเป็นความรู้สึก "น่าหมั่นไส้" จะกลายมาเป็น "ระฆังแห่งสติ" เพื่อให้เธอได้หยุดการกระทำต่างๆ และกลับมาดูแลความรู้สึกด้วยลมหายใจแห่งความรู้ตัวทั่วพร้อม

        เธอรู้ว่าความรู้สึกที่เธอสัมผัสขณะที่กำลังหายใจอย่างมีสตินั้น คือความทุกข์ของมวลมนุษย์ที่สมควรได้รับความรักความเมตตาจากเธอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อความทุกข์เหล่านั้นมีรากมาจากอดีตของเธอ นี่จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้หลวงพี่กล่าวยินดีกับเธอ เพราะว่าเธอได้รับโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการเยียวยาความทุกข์ในอดีตที่เธออาจลืมมันไปนานแล้ว ทว่าความทุกข์นี้ยังคงส่งผลให้เธอต้องเป็นทุกข์ได้หลากหลายรูปแบบอย่างที่เธอไม่เคยรู้มาก่อน เมื่อเรารู้เช่นนี้ หลวงพี่ขอให้เธอให้ความรักความเมตตาต่อตัวเอง กับเด็กน้อยๆ ที่เป็นทุกข์ในตัวเธอ ระหว่างที่เธอยังคงตระหนักรู้ลมหายใจเข้าและออก เธอกำลังเป็นผู้ใหญ่ที่ยิ้มด้วยความรักความเมตตาให้กับเด็กน้อยๆ ที่ได้รับบาดเจ็บ เธออาจทำเช่นนี้สัก 3 ลมหายใจ หรือเธออาจจะเลือกจินตนาการว่าตนเองเป็นคุณแม่ที่กำลังโอบอุ้มเด็กน้อยที่กำลังร้องไห้ ดังที่หลวงพี่ได้พูดถึงไว้ก่อนหน้านี้ หากเธอฝึกเช่นนี้ระหว่างการเจริญสติ เช่น นั่งสมาธิ เธอจะสามารถโอบกอดความรู้สึกเหล่านี้ได้ยาวนานยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม เพียงการตามลมหายใจ 3 ลมหายใจอย่างบริสุทธิ์ใจในขณะที่เธอเดินสวนกับเพื่อนของเธอ เธอก็จะสามารถรับรู้ได้ถึงความเปลี่ยนแปลง ความรู้สึกไม่ดีเหล่านั้นจะค่อยๆ ทุเลาลง

        เความรู้สึกยากๆ เหล่านี้ยังอาจกลับมาเยี่ยมเยียนเธออีกในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แทนที่เธอจะด่วนตัดสินหรือวิพากษ์วิจารณ์ตัวเอง เธอควรกลับมาฝึกมอบความรักความเมตตาและความรู้สึกสำนึกในบุญคุณแทน เธออาจลองพูดกับตัวเองว่า "ขอบคุณนะ" หรือ "วิเศษจริงๆ ที่ตอนนี้ฉันมีโอกาสได้แปรเปลี่ยนความทุกข์ในตัวเอง" จากนั้นก็ตามลมหายใจอย่างมีสติดั่งที่กล่าวมาแล้ว เธอไม่ต้องกลัวหรือขับไล่ความรู้สึกเหล่านั้นอีกต่อไป เธอควรรู้ไว้ว่านี่คือการงานแห่งสมาธิภาวนาและงานของนักรบทางจิตวิญญาณที่จะนำประโยชน์มาสู่ตัวเองและสรรพชีวิตทั้งมวล ความสำเร็จในการปฏิบัติของเธอก็คือความสำเร็จของทุกคนด้วย เหนือไปกว่านั้น เธอจะได้ของขวัญแห่งมิตรภาพที่สดใหม่ ขอบคุณสำหรับคำถามที่มีคุณค่าและความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปรตัวเอง

        หากเธอสนใจศึกษาการปฏิบัติในเรื่องนี้ให้มากขึ้น หลวงพี่ขอแนะนำหนังสือ The Heart of the Buddha’s Teachings ที่เขียนโดยพระอาจารย์ของหลวงพี่ คือ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ ในหน้า 26 หลวงปู่ได้กล่าวถึง 5 ขั้นตอนในการดูแลอารมณ์ของเราด้วยการฝึกสมาธิ อันได้แก่ การตระหนักรู้ การยอมรับ การโอบกอด การมองอย่างลึกซึ้ง และบ่มเพาะปัญญาหรือความเข้าใจอันแท้จริง

        ดอกบัวสำหรับเธอพระพุทธเจ้าในอนาคต ๐




ภิกษุฟับลาย (Brother Phap Lai) อายุ 42 ปี บวชเป็นภิกษุที่หมู่บ้านพลัมตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ปัจจุบันท่านพำนักอยู่ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมชุมชนหมู่บ้านพลัมที่มีชื่อว่า วัด บลู คลิฟ (Blue Cliff) ทางตอนเหนือของนิวยอร์ค ประเทศสหรัฐอเมริกา หลวงพี่เบิกบานและมีความสุขอย่างมากที่เคยได้มีโอกาสแบ่งปันธรรมะกับคนรุ่นใหม่ในประเทศไทย เมื่อครั้งที่หลวงปู่มาเยือนประเทศไทยในปี 2550


Plum Village | Village des Pruniers | Deer Park Monastery | Green Mountain Center | Blue Cliff Monastery | Làng Mai | Help Bat Nha

หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
   
สอบถามข้อมูลข่าวสารได้ที่ E-mail: awakeningsource@yahoo.com  
  ติดต่อผู้ดูแล website ได้ที่ E-mail: chakhi_chirachit@yahoo.com  

ปรับปรุง : 01/10/2552

www.thaiplumvillage.org