|
|
อรุณสวัสดิ์สังฆะที่รัก เราอยู่ที่เมืองฮานอย ประเทศเวียดนาม ในงานภาวนา Engaged Buddhism for the 21st. Century เพื่อเตรียมฉลองวันวิสาขบูชาโลก
การประกอบกันขึ้น
เรามีคำศัพท์คำว่า formation หรือคำว่า "สังขาร" ในภาษาบาลีแปลว่า การประกอบกันขึ้น ของจิต หรือการปรุงแต่งของจิต พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตปรุงแต่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การปรุงแต่งหรือการประกอบกันขึ้นนั้นมีทั้งทางจิตและทางกาย ตัวอย่างเช่น ดอกไม้ก็เป็นการ ประกอบกันของสิ่งต่างๆ เป็นรูปร่างขึ้นมา แสงอาทิตย์ เมฆ หมอก น้ำ และมีองค์ประกอบ หลายอย่างที่ได้มาอยู่รวมกันเพื่อที่จะช่วยให้ดอกไม้ปรากฏขึ้น เราจึงเรียกดอกไม้นั้นว่าเป็น การประกอบกันขึ้นเป็นรูปร่าง หรือที่เรียกว่าสังขาร การประกอบกันเป็นรูปร่างขึ้นนั้น มีการ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
เมื่อฉันยกมือของฉันขึ้นมา ฉันรู้ว่ามือของฉันคือการประกอบกันขึ้นมา หลายอย่างได้ รวมกันกลายเป็นมือของฉันขึ้นมา บรรพบุรุษของฉัน คุณพ่อคุณแม่ อาหาร ประสบการณ์ต่างๆ ในอดีตและอีกมากมาย ที่ได้มารวมกันเพื่อที่จะช่วยทำให้มือของฉันปรากฏขึ้น เป็นการ ประกอบกันขึ้นมาทางชีววิทยา ร่างกายของฉันก็เช่นเดียวกัน เป็นการประกอบกันขึ้นทางกาย (body formation) หรือ ที่เรียกว่า "กายสังขาร"
|
เมื่อฉันโกรธ เบิกบาน ให้อภัย หงุดหงิด ซึมเศร้า มีสันติ เหล่านี้ก็คือ การประกอบกันขึ้นของสภาวะทางจิต หรือที่เราเรียกว่า "จิตปรุงแต่ง" ความรู้สึก อารมณ์ต่างๆ หรือการรับรู้ของเรานั้นก็เป็นจิตปรุงแต่ง จิตปรุงแต่งที่สร้างขึ้นมานี้เป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน เป็นอนิจจัง และมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เช่นเดียวกับร่างกาย ไม่เพียงแต่จิตใจเท่านั้น สสารต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบกัน ขึ้นมา ก็เป็นสิ่งที่ไม่จีรังยั่งยืน หรือเป็นอนิจจังเช่นกัน พระพุทธองค์ได้ตรัสเช่นนั้นเพื่อให้เราสามารถมองอย่างลึกซึ้ง เมื่อเรามองและ สังเกตอย่างลึกซึ้ง เราจะเห็นการประกอบกันหรือการปรุงแต่งขึ้นมาของแต่ละสิ่งได้ ดั่งคำสอนในภาษาจีนที่ได้เขียนว่า "สิ่งที่สร้างขึ้น ทั้งหมดนั้นเป็นอนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ"
|
จิตปรุงแต่ง 3 ประเภท
เราจะพูดถึงจิตปรุงแต่งในเช้านี้ ในประเพณีทางพุทธของฉันนั้น มีการแบ่งประเภทของ จิตปรุงแต่งเป็น 51 ประเภท ตอนที่ยังเป็นสามเณรฉันต้องท่องจำจิตปรุงแต่งทั้ง 51 ประเภทนั้น มีจิตปรุงแต่งเป็นประโยชน์และที่ไม่เป็นประโยชน์ ความกรุณา เมตตา ความเบิกบาน ความปิติ ความสุข การมีสติ การมีสมาธิ ปัญญา สิ่งเหล่านี้คือจิตปรุงแต่งที่เป็นประโยชน์ หรือเป็นกุศล ที่อยู่ในตัวเรา เราควรฝึกปฏิบัติให้สามารถตระหนักรู้ถึงจิตปรุงแต่งที่เป็นกุศลในตัวเรา และ ช่วยให้จิตปรุงแต่งเหล่านี้ได้ปรากฏขึ้นมา ขณะเดียวกันเรายังมีจิตปรุงแต่งที่เป็นอกุศล เป็นไป ในแง่ลบด้วยเช่นกัน เช่น ความเกลียด ความโกรธ ความรุนแรง ความอิจฉา เราควรฝึกปฏิบัติ โดยพยายามหลีกเลี่ยงละเว้น ไม่ให้จิตปรุงแต่งเหล่านี้ปรากฏขึ้นมาในใจของเรา ด้วยการ ไม่รดน้ำเมล็ดพันธุ์หรือจิตปรุงแต่งเหล่านั้น เพื่อจิตปรุงแต่งเหล่านั้นจะได้ไม่สามารถปรากฏ ขึ้นมาในใจของเรา
นอกจากจิตปรุงแต่งที่เป็นประโยชน์หรือจิตปรุงแต่งที่เป็นกุศล และจิตปรุงแต่งที่ไม่เป็น ประโยชน์หรือจิตปรุงแต่งที่เป็นอกุศลแล้ว ยังมีจิตปรุงแต่งอีกประเภทหนึ่งที่เป็นได้ทั้งสอง อย่าง มันอาจจะเป็นทั้งเป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ เช่น จิตปรุงแต่งเรื่องความคิด ความคิดนั้นเป็นจิตปรุงแต่งประเภทไหน? ความคิดนั้นอาจเป็นประโยชน์เป็นกุศล อาจไม่เป็น ประโยชน์เป็นอกุศลก็ได้ เพราะฉะนั้น จิตปรุงแต่งมี 3 ประเภท คือ จิตปรุงแต่งที่เป็นกุศล อกุศล และไม่กำหนดว่าเป็นกุศลและอกุศล
|
|
|
ดูแลจิตปรุงแต่ง
การฝึกปฏิบัติสมาธิภาวนา เราต้องฝึกการกลับมาอยู่กับปัจจุบัน ณ ที่นี่และขณะนี้ เพื่อที่จะตระหนักรู้ว่าจิตปรุงแต่งอะไรกำลังเกิด ขึ้นมาในใจของเรา เมื่อวานนี้เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปรุงแต่งในร่างกายของเรา โดยมีแบบฝึกหัด
หายใจเข้า ฉันตระหนักรู้ในกายของฉัน
หายใจออก ฉันผ่อนคลายร่างกายของฉัน
เวลาที่เราตระหนักรู้ถึงร่างกาย เราจะตระหนักรู้ถึงความตึงเครียดในร่างกายของเราได้ สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า การปรุงแต่งหรือการสร้าง ในทางสรีระวิทยาหรือชีววิทยา เมื่อเธอสามารถตระหนักรู้ถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกายของเธอ เวลาที่มีความเจ็บปวดใน ร่างกาย เธอก็ตระหนักรู้ถึงความเจ็บปวดในร่างกาย เมื่อเธอได้รับการผ่อนคลาย เธอก็ตระหนักรู้ถึงการผ่อนคลายในร่างกายของเธอ
สติ คือ พลังอย่างหนึ่ง เป็นพลังที่ช่วยให้เราตระหนักรู้ถึงการปรุงแต่ง หรือการประกอบกันขึ้นในกายและใจของเราในขณะนั้น การปรุงแต่งนั้นมีทั้งกายและใจ เวลาที่เรามีสติเราสามารถตระหนักรู้ได้ถึงการปรุงแต่งที่เกิดขึ้นในกายและใจของเรา เช่น เวลาที่เรา โกรธ เรารู้ว่าเรากำลังโกรธ เวลาเราเบิกบาน เรารู้ว่าเรากำลังเบิกบาน เวลาเราเศร้าใจ เรารู้ว่าเรากำลังเศร้าใจ ดังนั้นเวลาที่เรามีความ อึดอัด เราก็รู้ว่าเรากำลังมีจิตปรุงแต่งที่ทำให้เราอึดอัดน่ารำคาญใจ เพราะฉะนั้น สติจึงเป็นพลังที่สามารถตระหนักรู้ถึงจิตปรุงแต่งที่ กำลังเกิดขึ้นในขณะปัจจุบัน ไม่ว่าสิ่งที่ปรุงแต่งนั้นจะเกิดขึ้นในกายหรือใจของเราก็ตาม
ในจิตปรุงแต่ง 51 ประเภทนี้ เราทราบดีว่ามีจิตปรุงแต่งที่เป็นกุศล เช่น จิตปรุงแต่งแห่งสติ แห่งปัญญา ความรัก ความเมตตากรุณา ความสุข สันติ ทุกคนมีจิตปรุงแต่งอันเป็นกุศลเป็นประโยชน์เหล่านี้ และจิตปรุงแต่งเหล่านี้ปรากฏอยู่ในรูปแบบของ พีชะ หรือ พืช (ซึ่งท่านติช นัท ฮันห์ ใช้คำว่า "เมล็ดพันธุ์")
รดน้ำเมล็ดพันธุ์ที่ดี
เรามีเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธที่นอนอยู่ในจิตใต้สำนึกของเรา อยู่ในห้วงลึกในจิตของเรา เราจึงรู้สึกสบายใจ และไม่มีความโกรธ ก็เพราะเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธนั้นไม่ได้ปรากฏขึ้นมาบนจิตสำนึกของเรา แต่ว่าเมื่อมีใครสักคนพูดหรือทำอะไร ที่ทำให้เราได้สัมผัส กับเมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธที่นอนอยู่ในห้วงลึกของจิตของเรา เราก็จะเกิดความรู้สึกโกรธขึ้นมา ก่อนจะเป็นความรู้สึกโกรธนั้น มันนอนเนื่องอยู่ในรูปแบบของเมล็ดพันธุ์ ที่เราเรียกว่า พีชะ ในภาษาสันสกฤต เมื่อมันได้รับการรดน้ำ หรือสัมผัส มันจะเติบโตโผล่ ขึ้นมากลายเป็นสังขารหรือที่เราเรียกว่า จิตปรุงแต่ง
เรามีจิตปรุงแต่งที่เป็นประโยชน์ คือความรัก เมตตา กรุณา ให้อภัย เราต้องรู้วิธีที่จะสัมผัสกับเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ รดน้ำเมล็ดพันธุ์ เหล่านี้ เพื่อที่จะให้มันมีโอกาสปรากฏขึ้นมาในใจของเรา เมื่อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้สามารถปรากฏขึ้นมาในใจของเรา เราจะมีความสุข แต่หากปล่อยให้เมล็ดพันธุ์แห่งความสุขนอนอยู่ในจิตใต้สำนึกของเราเฉยๆ เราก็จะไม่มีความสุขเพียงพอในชีวิตประจำวันของเรา
ในจิตใจหรือวิญญาณ (consciousness) ของเรา ถ้าแบ่งคร่าวๆ จะมีสองชั้นคือ คลังวิญญาณ (store consciousness) ซึ่งเป็นที่ เก็บเมล็ดพันธุ์ทั้งหมด 51 เมล็ดพันธุ์ เมื่อเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นได้รับการรดน้ำ มันจะปรากฏขึ้นมาเป็นจิตปรุงแต่งอยู่บนจิตรับรู้ หรือ จิตสำนึกของเรา หรือที่เราเรียกว่า มโนวิญญาณ (mind consciousness)
แนวทางที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำ คือ เมื่อใดก็ตามที่เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธ ความหงุดหงิดรำคาญปรากฏขึ้นเป็นจิตปรุงแต่ง ปรากฏขึ้นอยู่บนจิตรับรู้ หรือมโนวิญญาณของเรานั้น ขอให้เราตระหนักรู้ เพื่อที่เราจะหยิบเมล็ดพันธุ์อื่นขึ้นมาช่วยดูแลเรา เมล็ดพันธุ์ นั้นก็คือเมล็ดพันธุ์แห่งสติ ซึ่งโดยปกติแล้วเรามักจะเชิญเขาขึ้นมาบนจิตรับรู้ของเรา หรือมโนวิญญาณ พอพลังแห่งสติขึ้นมา จะไป โอบรับดูแลจิตปรุงแต่งแห่งความโกรธ ตอนนี้บนจิตรับรู้ของเรานั้นมีทั้งจิตปรุงแต่งแห่งความโกรธ และจิตปรุงแต่งแห่งสติ แต่จิต ปรุงแต่งแห่งสตินั้น มีความสามารถที่จะตระหนักรู้ โอบรับ และดูแลความรู้สึกที่กำลังโกรธอยู่ เวลาที่มีสตินั้น จะต้องเป็นการมีสติกับ อะไรสักอย่างหนึ่งอยู่เสมอ เช่น มีสติกับการตามลมหายใจ มีสติกับการเดิน เมื่อเธอโกรธ เธอตระหนักรู้ว่าเธอกำลังโกรธ นี้คือ มีสติ กับความโกรธ คนที่ไม่ได้ฝึกปฏิบัติจะมีแต่ความโกรธผุดขึ้นมา เป็นจิตปรุงแต่งแห่งความโกรธเฉยๆ แล้วเขาก็ปล่อยให้จิตปรุงแต่ง หรือพลังแห่งความโกรธนั้น ทำลายสิ่งต่างๆ มากมาย แต่สำหรับบรรดาผู้ที่เป็นนักปฏิบัติภาวนาแล้ว เราจะไม่ปล่อยให้จิตปรุงแต่งหรือ ความโกรธนี้ขึ้นมาลำพัง เราจะเชื้อเชิญจิตปรุงแต่งแห่งสติขึ้นมาดูแลพลังแห่งความโกรธ นี่คือการฝึกปฏิบัติว่าด้วยการมีสติกับ ความโกรธ ...๐
|