หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
do not hurry
     ฉันได้มาถึงแล้ว : หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยท่านติช นัท ฮันห์> นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ (ตอนที่ 3)
ธรรมบรรยายโดย ท่านติช นัท ฮันห์
การงานเพื่อความสุข
ตอนที่ 1 | 2 | 3

     นี่เป็นปาฐกถาธรรมครั้งแรก ฉันไม่ต้องการพูดยาวมาก ดังนั้นฉันจะเหลือเวลาให้สักเล็กน้อยเพื่อให้เธอสามารถถามคำถามได้



ภาพโดย : หมอนไม้

ปัญหากับเท้าของฉัน

ผู้หญิงท่านหนึ่งจากบรรดาผู้เข้าฟังปาฐกถาธรรม :

     ก่อนอื่นดิฉันอยากอวยพรท่านพระอาจารย์ พระภิกษุ และพระภิกษุณี ให้มีสุขภาพดี เพื่อให้ท่าน สามารถถ่ายทอดคำสอนสู่เราและลูกหลานในรุ่นต่อๆ ไป เมื่อเราฝึกปฏิบัติเราสามารถกลับมาอยู่ที่ ปัจจุบันขณะและดำรงอยู่อย่างศานติสุขในปัจจุบันขณะนั้น และเพื่อที่จะทำอย่างนั้นได้ เราต้องนำ สามสิ่ง คือ กาย ใจและ ลมหายใจ มาไว้ด้วยกัน แต่ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับหนึ่งในสามสิ่งนี้ ยกตัวอย่าง ว่า เท้าของดิฉันมีปัญหาและไม่สามารถทำให้มันสงบได้ ดังนั้น การฝึกปฏิบัติของดิฉันจะให้ศานติ หรือความคลายกังวลหรือไม่


ท่านติช นัท ฮันห์ :

     ดีมาก! [ผู้ฟังปรบมือ] ก่อนอื่นอย่าคอยจนกว่าเธอจะมีอาการเจ็บเท้า แล้วจึงพูดว่า "ฉันไม่สามารถ ฝึกปฏิบัติได้" ฝึกปฏิบัติเมื่อ เธอไม่มีอาการเจ็บเท้า เมื่อใดที่มีอาการเจ็บขา ก่อนอื่นเราดูแลและพยายามหาทางรักษา และเราก็หาทางที่จะนั่งในท่าที่สบาย ในเวลาเดียวกันด้วย มีผู้คนซึ่งมีปัญหาในการนั่ง แทนที่จะใช้เบาะรองนั่งหนึ่งอัน พวกเขาก็ใช้เบาะรองนั่งสองอัน แทนที่จะนั่งในท่า ดอกบัวพวกเขาก็นั่งในท่าครึ่งดอกบัว หรือพวกเขานั่งบนม้านั่งหรือเก้าอี้ ผู้คนอาจนั่งบนเก้าอี้ แต่ยังนำใจกลับมาหากายได้

     สำหรับเรื่องลมหายใจ ยกตัวอย่างว่า อาจเป็นเรื่องยากมากเมื่อเราเป็นโรคหอบหืด ดังนั้นเราควรฝึกปฏิบัติเมื่อเราไม่มีอาการ หอบหืด และเมื่อเรามีอาการหอบหืด เราก็ยังสามารถฝึกปฏิบัติกับอาการหอบหืดนั้นได้

     อย่าใช้คำแก้ตัวที่ว่า ฉันมีความยากลำบากเป็นพิเศษกับกายหรือใจหรือลมหายใจของเรา มีผู้คนซึ่งเป็นเหยื่อของอุบัติเหตุ ทางรถยนต์ ซึ่งเป็นศิลปิน และตอนนี้พวกเขาไม่สามารถวาดภาพด้วยมือได้ ดังนั้นพวกเขาจึงใช้เท้าวาด—วาดได้สวยมาก! ดังนั้น หากเรามีการบาดเจ็บที่เท้าของเรา หรือมีความลำบากในการหายใจของเรา เราก็สามารถฝึกปฏิบัติได้ เราอย่าใช้คำแก้ตัวนั้น เพื่อละเลยการฝึกปฏิบัติ






(ภาพลายเส้นรูปพระพุทธเจ้า)

การเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้า

ผู้ชายท่านหนึ่งจากบรรดาผู้เข้าฟังปาฐกถาธรรม :

     ขณะที่เราใช้ลมหายใจเพื่อเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้าอมิตาภะ หายใจเข้า เราพูดว่า "นะโม" (สรรเสริญ) หายใจออกเราพูดว่า "อมิตาภะพุทธเจ้า" "นะโม อมิตาภะพุทธเจ้า" เป็นพระพุทธเจ้า แห่งแดนสุขาวดี และเมื่อท่านสอนเราว่า "หายใจเข้า ฉันรู้สึกสงบ หายใจออก ฉันรู้สึกสบาย" ผมสามารถพูดคำนี้แทนได้ เหมือนกับการฝึกปฏิบัติของผม แล้วก็คำพูดนั้นค่อยๆ นำผมสู่การจดจ่อ อยู่กับลมหายใจในระดับที่สูงขึ้น เมื่อมีความจดจ่ออยู่กับลมหายใจ และการเอ่ยพระนามพระพุทธเจ้า นั้นก็สามารถช่วยเยียวยาพวกเราได้ ดังนั้นผมจึงอยากแลกเปลี่ยนกับท่าน และผมอยากแสดง ความรู้สึกขอบคุณต่อการสอนของท่านในวันนี้ด้วย


ท่านติช นัท ฮันห์ :

     ดีมาก เราสามารถรวมการฝึกปฏิบัติเอ่ยพระนามอมิตาภะพุทธเจ้า เข้ากับการฝึกปฏิบัติการหายใจอย่างมีสติ แต่ว่าคืนนี้เราคุยกัน ถึงอานาปานสติ พระสูตรว่าด้วยการหายใจอย่างมีสติ ซึ่งเป็นคำสอนของพระพุทธองค์เอง เราสามารถใช้พระสูตรดั้งเดิมในวิธีการ ฝึกปฏิบัติที่แตกต่าง เพราะว่ามีการฝึกปฏิบัติอื่นๆ อีกมากมาย เราเพียงนำการฝึกปฏิบัติบางส่วนที่พระพุทธองค์ทรงแนะนำเรามา ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ได้เห็นพ้องหรือไม่ได้รู้จักกับการฝึกปฏิบัติอื่น

     อย่างไรก็ตามการฝึกปฏิบัติธรรมนำความผ่อนคลาย อิสระ และศานติมาสู่กายของเรา เหล่านี้เป็นการฝึกปฏิบัติที่ดีที่สุดทั้งสิ้น เราไม่อยากเสียเวลาไปกับการพูดว่า การฝึกปฏิบัตินี้ดีกว่าการฝึกปฏิบัติอื่น

     ผู้คนบางส่วนรู้สึกสะดวกใจสบายกายกับการฝึกปฏิบัติในแนวหนึ่ง ผู้คนอื่นๆ อาจไม่รู้สึกว่า เขาประสบความสำเร็จในการฝึก ปฏิบัติในแนวนั้น ดังนั้นพวกเขาจึงพยายามฝึกปฏิบัติในแนวอื่นๆ อย่างไรก็ตามการฝึกปฏิบัติแนวใดที่เราทำ เราต้องการเข้าถึงผล ของการฝึกปฏิบัตินั้น ซึ่งก็คือความสดชื่น ความสุข ความสงบ จริงๆ แล้วศานติและความสุขมีได้ทันที โดยที่เราไม่ต้องคอยจนถึง สาม สี่เดือนต่อมา หรือ สาม สี่ปีต่อมา เพื่อลิ้มรสผลแห่งการปฏิบัตินั้น มันเป็นไปในทางเดียวกันกับการฝึกปฏิบัติเอ่ยพระนามของ พระพุทธเจ้า เราเอ่ยพระนามของพระพุทธเจ้าในวิถีที่ทำให้เราสามารถมีศานติ และความสุขได้ในขณะที่เรากำลังเอ่ยพระนาม หากเรารู้สึกกลัวหรือกังวลใจ การฝึกปฏิบัตินั้นก็ไม่ใช่หัวใจแห่งคำสอนของพระพุทธองค์ ซึ่งหมายถึง การดำรงอยู่อย่างศานติสุข ในขณะปัจจุบัน






ภาพโดย : หมอนไม้

การสัมผัสกับผู้ล่วงลับ

ผู้ชายท่านหนึ่งจากบรรดาผู้เข้าฟังปาฐกถาธรรม :

     ในนิตยสารบอกว่าวันนี้ ท่านพระอาจารย์จะบรรยายธรรมเกี่ยวกับการอยู่กับคนรัก และวิธีฝึกปฏิบัติ ที่จะนำศานติมาสู่ตัวเอง เมื่อคืนที่ท่านบรรยายธรรมท่านกล่าวว่า หากเธอสามารถสัมผัสกับลมหายใจ ของเธอได้ เธอก็มีศานติและความสุข ท่านหมายความว่า เมื่อเรามีศานติและความสุขแล้ว เราสามารถ สัมผัสกับคนรักที่ตายไปแล้วได้ ใช่หรือไม่


ท่านติช นัท ฮันห์ :

     เราจะไปอย่างช้าๆ ทีละขั้น มีหัวข้อมากมายที่แตกต่างกันไป เราจะมีการประกอบพิธีสามพิธี เพื่อสวดให้กับผู้คนซึ่งล่วงลับ ในช่วงสงครามเวียดนาม และพวกเราสามารถตั้งคำถามที่ว่า "คนรักของฉันตายในสงคราม ฉันสามารถนำศานติมาสู่พวกเขา ได้อย่างไร ฉันสามารถช่วยปลดปล่อยพวกเขาได้อย่างไร" หัวข้อนี้จำเป็นต้องใช้เวลามากเพื่อที่จะเข้าใจ เพราะว่ามันเป็นเรื่อง ลึกซึ้งมาก

     เหมือนกับในแวดวงวิทยาศาสตร์ทั่วไป พุทธศาสนาก็เช่นเดียวกันจำเป็นต้องไปทีละขั้น เมื่อเราไม่สามารถไปถึงขั้นแรก และ ขั้นที่สองได้ มันก็เป็นการยากสำหรับเราที่จะไปยังขั้นต่อๆ ไป และนั่นจึงทำให้เราไม่ควรรีบร้อนมากเกินไป หรือถูกดึงเข้าไปใน ขอบเขตของทฤษฎี เราจำเป็นต้องเข้าใจในการฝึกปฏิบัติพื้นฐานก่อน

     เมื่อเรามีศานติในกายและใจเพียงพอ เราก็มีความสามารถที่จะฟัง แล้วเราสามารถดูแลสถานการณ์ที่ยุ่งยากได้ ในตัวเรามีสิ่งที่ คิดไว้ก่อนแล้วซึ่งสะสมไว้จากอดีต เมื่อเราฟังสิ่งใหม่เรามักมีนิสัยที่ชอบต่อต้านมัน บางทีเราอาจมีท่าทีอาการอย่างนี้อยู่ในตัวเรา แล้วเมื่อเราฟังคำสอนเป็นครั้งแรก ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงสอนเราถึงวิธีในการฝ่าทรรศนะที่เราได้เรียนรู้เมื่อวานนี้ไปให้ได้ หากเราไม่สามารถปล่อยสิ่งที่เราได้เรียนรู้ในอดีตได้ เราก็ไม่สามารถไปในขั้นต่อไปได้ หากเธอไม่สามารถปล่อยขั้นที่ห้าได้ เธอก็ไม่สามารถไปในขั้นที่หกได้ หากเธอต้องการไปยังขั้นที่เจ็ด เธอต้องปล่อยขั้นที่หก

     ในศตวรรษที่ผ่านมานี้นักวิทยาศาสตร์หลายคนได้พบว่า พุทธศาสนาเป็นที่จับใจอย่างมาก ไอน์สไตน์ได้กล่าวไว้ว่า พุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเดียวที่สามารถเรียงแถวอยู่กับวิทยาศาสตร์ได้ และนั่นคือหัวใจของการฝ่าความรู้และทรรศนะ ที่พวกเราได้สะสม มาจากอดีต






นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ

     เราควรจบปาฐกถาธรรมได้แล้ว เราจะเจอกันอีกพรุ่งนี้ เมื่อเช้าคณะผู้แทนของพวกเราได้รับโอกาสให้เข้าเยี่ยมชมวัดอั๋งกวาง เราถวายภาพอักษร "นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ" ให้กับเจ้าอาวาสวัดอั๋งกวาง

     ฉันได้อธิบายเจ้าอาวาสว่า ถ้อยคำนั้นเป็นคำสอนเก่าแก่ เมื่อพี่น้องนั่งอยู่ด้วยกันในวิถีแห่งความรัก เมื่อครูและศิษย์นั่งอยู่ ด้วยกัน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการฝึกปฏิบัติ รวมทั้งสอนและสนับสนุนซึ่งกันและกัน ความสุขมีได้ราวกับว่า เรานั่งอยู่ใน สายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เราได้รับประโยชน์จากสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เช่นเดียวกับสายลมอ่อนๆ ที่บำรุงเลี้ยงจิตใจ ดังนั้นเมื่อเช้า ฉันจึงเขียนภาพอักษร "นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ"

     ฉันมีความรู้สึกว่าคืนนี้เป็นดั่งครูและศิษย์นั่งอยู่ด้วยกันที่นี้ เรานั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ เรามีความโชคดีที่ได้มาพบซึ่งกัน และกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ของเรา นี่เป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่ ที่ฉันอยากให้พวกเราทั้งหมดได้ตระหนักไว้ ...๐

ตอนที่ 1 | 2 | 3


บทความนี้เป็นปาฐกถาธรรมที่ท่านติช นัท ฮันห์ ได้แสดงเป็นครั้งแรกเนื่องในการเยือนประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 ณ วัดฟับเวิง ในเมืองโฮจิมินห์ โดยคัดจากตอนท้ายของบทปาฐกถาธรรม รวมทั้งคำถามจากผู้ที่เข้าฟังและคำตอบของ
ท่านติช นัท ฮันห์ ท่านสามารถรับฟังปาฐกถาธรรมนี้แบบครบถ้วน ได้ที่ www.dpcast.org ในหัวข้อ "Mindfulness and Healing in Vietnam"
แปล : ชีวาจิตรา
เรียบเรียง : ภิกษุณีนิรามิสา

Plum Village | Village des Pruniers | Deer Park Monastery | Green Mountain Center | Blue Cliff Monastery | Làng Mai

หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
   
สอบถามข้อมูลข่าวสารได้ที่ E-mail: awakeningsource@yahoo.com  
  ติดต่อผู้ดูแล website ได้ที่ E-mail: chakhi_chirachit@yahoo.com  

ปรับปรุง : 29/06/2551

www.thaiplumvillage.org