หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
do not hurry
     ฉันได้มาถึงแล้ว : หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยท่านติช นัท ฮันห์> นั่งอยู่ในสายลมแห่งฤดูใบไม้ผลิ (ตอนที่ 2)
ธรรมบรรยายโดย ท่านติช นัท ฮันห์
การงานเพื่อความสุข
ตอนที่ 1 | 2 | 3
ผ่อนพักตระหนักรู้

พลังในการเยียวยาแห่งการผ่อนพักตระหนักรู้

     เราสะสมความเครียดไว้มากมาย แล้วมันก็จะนำมาซึ่งความเจ็บป่วย ถ้าเราไม่รู้วิธีที่จะฝึกปฏิบัติ การผ่อนพักตระหนักรู้ ดังนั้นพระพุทธองค์จึงทรงสอนเราว่า หายใจเข้า ฉันผ่อนคลายร่างกายทั้งหมด ของฉัน หายใจออก ฉันยิ้มให้กับร่างกายทั้งหมดของฉัน

     ที่หมู่บ้านพลัมเรามีการฝึกปฏิบัติธรรมที่เรียกว่า "การผ่อนพักตระหนักรู้" เราสามารถที่จะทำ การผ่อนพักตระหนักรู้ ขณะที่เรากำลังนั่งหรือว่ากำลังนอนอยู่ ฉันขอให้เธอเรียนรู้การฝึกปฏิบัตินี้ หากเธอได้ฝึกปฏิบัติในแต่ละวันเป็นเวลายี่สิบนาที เธอก็สามารถหลีกเลี่ยงความเจ็บป่วยได้มากมาย หากในร่างกายหรือจิตใจของเธอมีความตึงเครียดมากเกินไป มันสามารถสร้างความเจ็บป่วย ให้กับเธอในอนาคตได้ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคลมชัก

     ในแต่ละวันหาก เราสามารถฝึกปฏิบัติเป็นครอบครัวได้ ด้วยการจัดสรรเวลาเพื่อให้ พ่อ แม่ ลูก สามารถนอนลงและฝึกปฏิบัติ นั่นคือครอบครัวที่มีความศิวิไลซ์มาก ที่หมู่บ้านพลัมเราได้จัดทำ CD ที่สามารถช่วยให้ผู้คนได้ฝึกปฏิบัติการผ่อนพักตระหนักรู้ในภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เวียดนาม และ เยอรมัน ในครั้งแรกที่เรายังไม่รู้วิธีนำภาวนาการผ่อนพักตระหนักรู้ เราสามารถฟัง CD เพื่อฝึกปฏิบัติ การผ่อนพักตระหนักรู้ และทั้งครอบครัวก็สามารถฝึกปฏิบัติได้ หลังจากนั้นสักครู่ เราก็สามารถ กลับมานำภาวนาการผ่อนพักตระหนักรู้ให้ครอบครัวของเรา

     ในประเทศทางตะวันตกมีโรงพยาบาลที่นำการฝึกปฏิบัติหายใจนี้ ไปช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ในยาม ที่ไม่มีทางอื่นแล้วที่จะช่วยเขาเหล่านั้นได้ ในบทความหนึ่งของนิตยสารหมู่บ้านพลัม หลวงพี่ฟับหลิว (ผู้เคยเป็นแพทย์มาก่อน) เขียนเกี่ยวกับแพทย์ซึ่งเรียนรู้พระสูตร และการฝึกปฏิบัติของหมู่บ้านพลัม แล้วนำสิ่งที่เรียนรู้มาช่วยผู้ป่วยของเขา




ศานติและอิสระในแต่ละย่างก้าว

     มีผู้คนในประเทศทางตะวันตกซึ่งมาจากประเพณีศาสนาคริสต์ แต่เขาเหล่านั้นรู้วิธีที่นำประโยชน์ จากปัญญาแห่งพระพุทธศาสนามาใช้และช่วยพวกเขาเองได้ พวกเราเรียกประเทศของเราว่าเป็น เมืองพุทธ แต่เราหลายคนรู้เพียงวิธีทำสงครามและถวายเครื่องบูชา เรายังไม่รู้วิธีนำคำสอนแห่ง พระพุทธองค์อันยังประโยชน์ยิ่งไปใช้ ซึ่งพระพุทธองค์ได้ทรงตรัสสอนผ่านพระสูตรเช่น เช่น สติปัฏฐานสี่ หรือ อานาปานสติ

     เรามีวัดฟับเวิงนี้เช่นเดียวกันกับวัดปรัชญา วัดตื่อฮิ้ว วัดอั๋งกวางและวัดอื่นๆ เราสามารถไป วัดเหล่านี้ เพื่อเรียนรู้คำสอนของพระพุทธองค์ให้มากขึ้น เราเรียนรู้การตามลมหายใจอย่างมีสติ การนั่งสมาธิ การเดินสมาธิ และการผ่อนพักตระหนักรู้ เพื่อที่เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ในชีวิต ประจำวันของเรา

     ในการจัดงานภาวนาให้กับพ่อค้านักธุรกิจในเมืองโฮจิมินห์ เขาเหล่านั้นเรียนรู้การตามลมหายใจ อย่างมีสติ การนั่งสมาธิ การเดินสมาธิ เราได้จัดงานภาวนาเช่นเดียวกันนี้ให้กับสมาชิกสภาทั้งชาย และหญิงในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย เดี๋ยวนี้ในวอชิงตัน ดีซี มีสมาชิกสภาที่รู้ว่าจะเดินสมาธิอย่างไร และประสานลมหายใจกับย่างก้าวของเขาอย่างไร เขาเขียนจดหมายถึงฉันว่า "ท่านพระอาจารย์ครับ จากห้องของผมไปยังสภาออกเสียงผมเดินสมาธิตลอดเวลา ในระหว่างทางที่ผมจะไปยังที่ดังกล่าว ผมกลับมาที่ลมหายใจและย่างก้าวของผม ทำให้ความสัมพันธ์ของผมกับกระบวนงานการออกเสียง และกับผู้ร่วมงานของผมเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้นมาก เพราะผมรู้วิธีนำการเดินสมาธิมาใช้"

ศานติและอิสระในแต่ละย่างก้าว

     เราได้จัดงานภาวนาให้กับตำรวจในประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ลองจินตนาการถึงตำรวจร่างใหญ่ซึ่งตอนนี้กำลังก้าวย่างในศานติ ในความสุภาพอ่อนโยน เธอรู้หรือไม่ว่าในประเทศสหรัฐอเมริกามีจำนวนตำรวจที่ฆ่าตัวตาย มากกว่าตำรวจที่ตายเพราะถูกผู้ร้ายยิง ตำรวจเหล่านั้นเห็นพยานความทุกข์อย่างมาก และเป็นเหตุให้ตัวของเขาเอง รวมทั้งครอบครัวของเขาต้องเป็นทุกข์อย่างยิ่ง พวกเขา รู้สึกว่าไม่มีทางออก นั่นจึงทำให้การเข้าร่วมงานภาวนาแบบเราเป็นประโยชน์กับพวกเขามาก และทำให้พวกเขาเป็นทุกข์น้อยลงมาก

     ในคุกก็มีผู้ที่รู้วิธีการนั่งสมาธิด้วย เมื่อเดือนที่แล้วนักโทษชาวสหรัฐอเมริกาเขียนจดหมายถึงฉันว่า "ท่านพระอาจารย์ครับ แม้ว่า ผมจะอยู่ในคุก ผมก็มีความสุขมาก และผมเห็นว่าบางครั้งการอยู่ในคุกนั้นเป็นการดีสำหรับผม การอยู่ในคุกนี้เป็นสภาวะที่เป็น ประโยชน์สำหรับผมที่จะนั่งและเดินสมาธิได้มาก ถ้าผมอยู่ข้างนอกในตอนนี้ผมอาจจะไม่เคยได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติเช่นนี้ ถึงแม้ ผมไม่ได้เป็นพระ แต่ผมก็กำลังใช้ชีวิตในคุกดำเนินชีวิตสอดคล้องกับแนวทาง และคำสอนแห่งสติในหนังสือ ก้าวย่างสู่อิสรภาพ (Stepping Into Freedom) ซึ่งมีเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญในการฝึกปฏิบัติสำหรับสามเณรและสามเณรี โดยปรับปรุงใหม่จากหนังสือ ที่เขียนสำหรับวัด

     เป็นเวลานานกว่าหลายศตวรรษแล้ว เมื่อผู้คนที่จมอยู่กับความสิ้นหวัง ได้เข้ามาสัมผัสกับคำสอนอันมหัศจรรย์ของพระพุทธองค์ พวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนชีวิตของตัวเองได้ เราเป็นลูกหลานของพระพุทธองค์มาหลายชั่วอายุคน และพุทธศาสนาเคยอยู่ใน ประเทศของเรามามากกว่าสองพันปีแล้ว หากเราไม่ได้เรียนรู้การฝึกปฏิบัติสมาธิพื้นฐานเหล่านี้ มันก็เป็นสิ่งที่น่าละอาย

     นั่นจึงทำให้ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเธอที่อยู่ที่นี่ในวันนี้ ได้ตั้งใจมาเรียนรู้การฝึกปฏิบัติพื้นฐานเหล่านี้ เราต้องมีความสามารถ ที่จะนั่งอย่างสงบ เราต้องรู้วิธีในการหายใจในทางที่ทำให้เรารู้สึกสบาย และมีศานติ และเราจำเป็นต้องรู้วิธีการเดินเพื่อให้มีศานติ และ อิสระในแต่ละย่างก้าว เราไม่ได้กำลังทำเพื่อตัวของเราเองเท่านั้น แต่เพื่อพ่อ เพื่อแม่ เพื่อลูกๆ และเพื่อประเทศชาติของเรา

     ในอานาปานสติสูตรว่าด้วยการหายใจอย่างมีสติ พระพุทธองค์ทรงสอนเราให้ใช้การหายใจอย่างมีสติ เพื่อเยียวยาร่างกายและ จิตใจของเรา เมื่อเรามีความผ่อนคลายในร่างกาย ร่างกายก็มีความสามารถที่จะเยียวยาตัวเอง และการใช้ยาจะกลายเป็นเรื่องรอง เมื่อมีความเครียดมากๆ เราสามารถกินยาจำนวนมากได้ แต่มันก็ยากมากที่จะเยียวยา ดังนั้นในขณะที่เรากินยา สิ่งสำคัญก็คือ การผ่อนคลายร่างกาย พอนางพยาบาลฉีดยาแล้วเราเกร็งร่างกาย เพราะเรากลัวว่ามันจะทำให้เราเจ็บ เมื่อเราเกร็งร่างกายอย่างนั้น ถ้านางพยาบาลฉีดยามันก็จะเจ็บมาก ดังนั้นนางพยาบาลจึงพูดว่า "ตอนนี้หายใจลึกๆ นะคะ" และเมื่อเรากำลังหายใจออก และ กำลังคิดถึงการหายใจออก นางพยาบาลก็แทงเข็มเข้าไปที่แขนของเราแล้ว

     ในขณะที่เรากำลังขับรถ ขณะที่เรากำลังทำอาหาร ขณะที่เรากำลังกวาดพื้นบ้าน ขณะที่เรากำลังใช้คอมพิวเตอร์ เราสามารถ ฝึกปฏิบัติการผ่อนพักตระหนักรู้ได้ด้วย อย่าคิดว่าพระภิกษุและพระภิกษุณีไม่ได้ทำงานมาก พวกเขาทำงานมาก แต่พวกเขา ฝึกปฏิบัติที่จะทำงานด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย นั่นจึงทำให้เขาเหล่านั้นสามารถรักษาความสดชื่น รอยยิ้ม และความสุขของพวกเขา ไว้ได้ เราเองก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน



ความลับของเซน

     หลังจากที่เรานำใจของเรากลับมาดูแลกาย เราก็สามารถนำใจของเรากลับมาดูแลใจด้วย ในใจ ของเรามีความทุกข์ ความกลัว ความกังวลใจ ความหงุดหงิด ความโกรธ บ่อยครั้งที่เราต้องการ เก็บกดความรู้สึกของเราไว้ แต่ในวันหนึ่งๆ ความตึงเครียดเติบโตมากขึ้นและมากขึ้น ในที่สุดก็เป็น เหตุให้กายและใจของเราป่วย พระพุทธองค์ทรงสอนเราให้นำใจกลับมาสู่กายเพื่อดูแลกาย และ นำใจกลับมาดูแลใจด้วย

     ในแบบฝึกหัดสิบหกบทของการหายใจอย่างมีสติ มีการฝึกปฏิบัติอยู่บทหนึ่งที่มุ่งผ่อนคลาย การเกิดจิตปรุงแต่งในเชิงลบ เช่น ความโกรธและความกังวลใจ
  หายใจเข้า
หายใจออก
หายใจเข้า
หายใจออก
ฉันตระหนักรู้ว่ามีความหงุดหงิดในตัวฉัน
ฉันยิ้มให้กับความหงุดหงิดของฉัน
ฉันตระหนักรู้ว่ามีความกังวลใจในตัวฉัน
ฉันดูแลความกังวลใจของฉัน

ความหงุดหงิดหรือความกังวลใจของเราก็เหมือนกับทารก เราใช้การหายใจของเราสร้างพลังแห่งสติ เพื่อโอบกอดความกังวลใจและความกลัวของเรา

 
(ภาพโดย : หมอนไม้)

     สติที่ถูกต้อง (สัมมาสติ) หมายถึง เรารู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ยกตัวอย่างว่า ฉันกำลังหายใจเข้า และ ฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า นั่นคือการมีสติที่ถูกต้องกับลมหายใจ เมื่อเราก้าวย่างและเรารู้ว่าเรากำลัง ก้าวย่าง นั่นคือการมีสติที่ถูกต้องกับการก้าวย่าง เมื่อเราดื่มน้ำมะพร้าว ชั่วขณะนั้นเรามีสติในการดื่ม เรานำใจกลับมาหากาย เพื่อให้ใจของเราอยู่กับขณะที่เรากำลังนั่ง กำลังยืน กำลังนอนลง สวมใส่เสื้อ ถอดเสื้อ แปรงฟัน ใจของเราอยู่ตรงนั้นเสมอ นั่นคือความลับของเซน

     เมื่อกายและใจได้ผ่อนคลาย เราก็มีความสามารถที่จะฟังบุคคลอื่น และพูดด้วยวาจาที่นุ่มนวล แล้วเราก็สามารถสร้างการสื่อสาร ระหว่างเขาและเราได้อีกครั้ง เขาเหล่านั้นอาจเป็นคู่สมรส คู่คิด ลูกสาว หรือลูกชาย เพื่อนหรือพ่อแม่ของเรา การฝึกปฏิบัติการฟัง อย่างลึกซึ้งและการกล่าววาจาด้วยความรักนั้น หากเราไม่มีศานติในกายและใจแล้ว เราก็ไม่สามารถฝึกปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้ง และการกล่าววาจาด้วยความรักได้ เมื่อเราสามารถที่จะฝึกปฏิบัติการฟังอย่างลึกซึ้งและการกล่าววาจาด้วยความรัก เราก็สามารถ ช่วยผู้อื่นให้ทุกข์น้อยลง ความสุขในครอบครัวสามารถถูกสร้างขึ้นได้อีกครั้ง

     ฉันอยากบอกเธอว่าผู้ฝึกปฏิบัติชาวตะวันตกนั้น หลังจากการฝึกปฏิบัติเพียงห้าวัน พวกเขาก็สามารถกลับคืนดีกับครอบครัวและ พ่อแม่ได้ พวกเขาฝึกปฏิบัติอย่างเต็มร้อย เพราะว่าพวกเขาต้องการบรรลุผลสำเร็จ และไม่ใช่เพียงฝึกปฏิบัติเพื่อรูปแบบ



ลูกหลานของพระพุทธองค์

     เราจัดงานภาวนาเพื่อให้ชาวตะวันตกฝึกปฏิบัติกับชาวเวียดนาม ในงานภาวนานี้ชาวเวียดนามเห็นการฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้อง และขยันหมั่นเพียรของชาวตะวันตก

     เราเป็นลูกหลานของพระพุทธองค์มาสองพันปีแล้ว เราจึงฝึกปฏิบัติแย่กว่าชาวตะวันตกไม่ได้ เราสามารถทำพอๆ กันหรือดีกว่าได้ เราต้องมีความศรัทธาในคำสอนและการฝึกปฏิบัติแห่งพระพุทธองค์ พุทธศาสนาไม่ใช่เป็นศาสนาเพื่อการอุทิศกราบไหว้บูชา แต่พุทธศาสนาเป็นขุมทรัพย์เห่งปัญญาอันยิ่งใหญ่

     มันก็เหมือนกับผลขนุน การอุทิศกราบไหว้บูชาเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น เมื่อเราผ่าขนุนออกและเข้าถึงชั้นเนื้อใน มันก็จะ มีส่วนที่หอมหวานและนุ่มมาก เราหลายคนฝึกปฏิบัติเพียงเปลือกนอกของผลขนุน แต่เมื่อเราเข้าถึงเนื้อใน เราสามารถมีความสุข อย่างลึกซึ้งได้ เราจำเป็นต้องเรียนรู้—ไม่ใช่เพื่อสะสมความรู้ของพระพุทธศาสนา แต่เพื่อให้เรานำมาใช้ในชีวิตประจำวันของเรา

     ก่อนอื่น เราเรียนรู้ที่จะฝึกปฏิบัติในทางที่เราสามารถนั่งนิ่งๆ และผ่อนคลายกายและใจของเรา เราเรียนรู้เพื่อที่สามารถฟัง อย่างลึกซึ้งและกล่าววาจาด้วยความรักได้ บางทีเพียงหนึ่งหรือสองสัปดาห์ เราสามารถเปลี่ยนทั้งชีวิตของเราได้ เราสามารถ นำความสุขกลับมาสู่ครอบครัวของเราได้ มีคนจำนวนมากเคยทำเช่นนี้ได้แล้ว ถ้าเราต้องการที่จะทำเราก็สามารถทำได้เช่นกัน...๐

     

ตอนที่ 1 | 2 | 3


บทความนี้เป็นปาฐกถาธรรมที่ท่านติช นัท ฮันห์ ได้แสดงเป็นครั้งแรกเนื่องในการเยือนประเทศเวียดนาม เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2550 ณ วัดฟับเวิง ในเมืองโฮจิมินห์ โดยคัดจากตอนท้ายของบทปาฐกถาธรรม รวมทั้งคำถามจากผู้ที่เข้าฟังและคำตอบของ
ท่านติช นัท ฮันห์ ท่านสามารถรับฟังปาฐกถาธรรมนี้แบบครบถ้วน ได้ที่ www.dpcast.org ในหัวข้อ "Mindfulness and Healing in Vietnam"
แปล : ชีวาจิตรา
เรียบเรียง : ภิกษุณีนิรามิสา

Plum Village | Village des Pruniers | Deer Park Monastery | Green Mountain Center | Blue Cliff Monastery | Làng Mai

หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
   
สอบถามข้อมูลข่าวสารได้ที่ E-mail: awakeningsource@yahoo.com  
  ติดต่อผู้ดูแล website ได้ที่ E-mail: chakhi_chirachit@yahoo.com  

ปรับปรุง : 29/06/2551

www.thaiplumvillage.org