หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
do not hurry
     ฉันได้มาถึงแล้ว : หน้าแรก > ธรรมบรรยาย > ธรรมบรรยายโดยธรรมาจารย์ > การงานเพื่อความสุข (โดย ภิกษุฟับเอิ๋น - หลวงพ่อส้มโอ)
ธรรมบรรยายโดย ภิกษุัฟับเอิ๋น (หลวงพ่อส้มโอ)
การงานเพื่อความสุข

เราเป็นหนึ่งเดียวกัน การกระทำของคนคนหนึ่งจะส่งผลถึงคนอื่นๆ เสมอ

     ธรรมสวัสดีทุกๆ ท่าน ขอขอบคุณพี่เล็กที่ถวายภัตตาหาร และได้มอบโอกาสให้แลกเปลี่ยนกัน ในบ่ายวันนี้ หลวงพ่อรู้สึกประทับใจมากเมื่อได้เยี่ยมชมร้านเลมอนฟาร์ม ได้เห็นพนักงาน รู้สึกดีใจ ที่พวกเราได้ทำงานในสถานที่ที่เกื้อกูลให้เกิดการปฏิบัติ มีหัวหน้าอย่างพี่เล็กที่มีความตั้งใจดี ที่จะให้สถานที่ทำงานได้เกื้อกูลต่อการปฏิบัติของเรา มันเป็นสิ่งที่ยากที่จะมีองค์กรอย่าง เลมอนฟาร์ม ที่พยายามทำองค์กรที่สนับสนุนการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์ สิ่งที่ก่อให้เกิด สุขภาพที่ดีงาม ปัจจุบันในตะวันตกก็มีองค์กรทำนองนี้ เมื่อ 20-30 ปีก่อนไม่ค่อยมีร้านแบบนี้

     ในฐานะที่เราเป็นมนุษย์ เรารู้ว่าเราได้รับประโยชน์ ได้รับการบำรุงหล่อเลี้ยงจากผืนแผ่นดิน ในขณะเดียวกันมนุษย์ก็เป็นผู้ทำลายผืนแผ่นดินและสิ่งแวดล้อมด้วย การที่เราได้ทำงานใน องค์กรแบบนี้ แม้ว่าเราจะมาเพื่อทำงานเลี้ยงชีพ แต่ในการงานก็เป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยให้ การสนับสนุนสิ่งแวดล้อมที่ดี รักษาสภาวแวดล้อมให้ดีขึ้น ไม่เพียงแต่ผืนโลกที่ถูกทำลายอย่าง ไม่อาจย้อนกลับ แต่เราเองอาจมีวิถีการกินการบริโภคที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ฉะนั้นเมื่อเรา สามารถทำงาน และมองอย่างลึกซึ้งได้ว่า งานที่เราทำอยู่สามารถช่วยโลก ช่วยสิ่งแวดล้อม รักษาสุขภาพ เพียงเรามีทัศนคติแบบนี้เราจะมีความสุข มีความปีติในการทำงาน การมีความคิด ที่ดีงามจะทำให้เรามีความสุขและปีติ ไม่ว่าเราจะเป็นเสมียน ผู้จัดการร้าน หรือตำแหน่งอะไรก็ตาม สำหรับหลวงพ่อการทำงานคือแหล่งแห่งความสุข ปีติ และเบิกบาน เพราะหลวงพ่อคิดว่า หากวันหนึ่งล้มป่วย ต้องนอนอยู่ไม่สามารถลุกทำงานได้ ก็คงไม่ค่อยดีเท่าไร เพียงการคิดเท่านี้ ก็ทำให้เราเบิกบานได้

ไถ่ฟับเอิ๋น (หลวงพ่อส้มโอ)

ภิกษุฟับเอิ๋น
(หลวงพ่อส้มโอ)


พระโพธิสัตว์

     ในพุทธมหายาน มีคำสอนเรื่องพระมหาโพธิสัตว์ พระโพธิแปลว่าผู้ตื่นรู้ สัตวาแปลว่าสรรพชีวิตทั้งหลาย ทั้งหมดแปลว่า บุคคลผู้ตื่นรู้แล้ว หรือบุคคลผู้อยู่บนหนทางแห่งการตื่นรู้ หลวงพ่อรับทราบมาว่าเมื่อหลายปีก่อนสมัยที่พี่เล็กยังเป็นนักศึกษา ก็มีอุดมคติในการทำสิ่งดีๆ เพื่อสังคมแล้ว ได้เคยทำกิจกรรมร่วมกับหลวงพี่นิรามิสา เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ก็รู้สึกเป็นสิ่งที่ดีมากที่พี่เล็ก ยังคงสามารถรักษาหัวใจและอุดมการณ์แห่งพระโพธิสัตว์ได้เป็นเวลานาน เป็นสิ่งยากที่คนผู้หนึ่งจะรักษาสิ่งดีงามเอาไว้ในหัวใจ ได้เป็นเวลาหลายปีจนมาถึงบัดนี้ มีองค์กรที่ทำงานเพื่อสังคมได้ด้วย ตัวของหลวงพ่อแม้จะฝึกปฏิบัติในแนวทางมหายาน ที่จะต้อง ออกไปอยู่กับสรรพชีวิต ไปช่วยเหลือผู้อื่น แต่ตัวของหลวงพ่อมีนิสัยแบบหีนยาน คือมีนิสัยที่จะอยู่กับตัวเอง ฝึกปฏิบัติคนเดียว ชอบพักอยู่เงียบๆ สบายๆ การเป็นโพธิสัตว์ยากกว่าตรงที่ต้องอยู่ในสังคม อยู่ร่วมกับผู้คน รับใช้ผู้อื่น ปฏิสัมพันธ์ มันง่ายกว่าที่เรา จะหลบไปปฏิบัติคนเดียวในป่าเขา เงียบๆ เป็นเพื่อนกับลิงค่าง ไม่ต้องกระทบกับใคร การเป็นพระโพธิสัตว์ค่อนข้างยาก เพราะเรา ต้องอยู่ร่วมกับบุคคลทั่วไป โอกาสที่จะกระทบกระทั่ง ขัดแย้งจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ การเป็นพระโพธิสัตว์ไม่เพียงแต่เราต้องมี แรงปรารถนา มีความตั้งใจอย่างแรงกล้าเท่านั้น แต่เราต้องมีการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ที่จะทำให้เราดำเนินชีวิตไปได้ตาม แรงบันดาลใจของเรา

     ในพุทธศาสนามหายาน มีพระมหาโพธิสัตว์ 3 พระองค์ที่ถูกกล่าวถึงอย่างมาก

     พระมัญชุศรี พระมหาโพธิสัตว์แห่งปัญญา เป็นผู้ที่สามารถเข้าใจผู้อื่นอย่างลึกซึ้ง
     พระสมันตรภัทร พระมหาโพธิสัตว์แห่งการกระทำอันยิ่งใหญ่
     พระอวโลกิเตศวร พระมหาโพธิสัตว์แห่งการฟังอย่างลึกซึ้ง พระโพธิสัตว์แห่งมหากรุณา

     เมล็ดพันธุ์ที่เป็นคุณสมบัติเด่นของพระมหาโพธิสัตว์ทั้ง 3 พระองค์ ล้วนมีอยู่ในตัวเราเช่นกัน เวลาเราทำงานก็อาจมีอุปสรรค เพราะชีวิตเป็นอนิจจัง มีความไม่แน่นอนเสมอ มีอุปสรรคมีความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา แม้ในพระสูตรก็เล่าถึงพระมหาโพธิสัตว์เอง บางครั้งก็ยังมีการโต้แย้งกัน ดังนั้นถ้าหากเราต้องการที่จะเป็นบุคคลที่มีความสามารถเช่นพระโพธิสัตว์ทั้งสาม คือเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เป็นมหาปัญญา มีการกระทำอันยิ่งใหญ่ มีความกรุณา ใจดีมหาศาล เราสามารถบ่มเพาะความสามารถเหล่านี้ได้ เพื่อจะมีความสุข เหมือนดั่งพระโพธิสัตว์ การบ่มเพาะต้องเริ่มที่มีการฝึกสติเป็นพื้นฐาน

     สติเป็นเมล็ดพันธุ์อันหนึ่งที่อยู่ในห้วงลึกของจิตของเราทุกคน เมื่อเรา บ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ เมื่อเรารดน้ำให้เมล็ดพันธุ์แห่งสติงอกงามเติบโต ขยายดอกออกผล ก็จะทำให้เรามีความสุข เท่าทันตนเอง เข้าใจคนอื่น มากขึ้น ขยายเป็นวงออกไป สามารถที่จะรู้ตัวเอง เข้าใจคนอื่นมากขึ้น เมื่อเข้าใจคนอื่น เราก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร เพื่อให้คนอื่นคนนั้นมีความสุข อย่างสมานฉันท์กลมเกลียว นี่คือพระโพธิสัตว์ที่มีความเข้าใจ เมื่อเข้าใจ คนอื่น เราจะมีความเมตตาสงสาร และเมื่อรู้ว่าทำไมเขาจึงเป็นเช่นนั้น ก็ให้อภัยได้ มีความกรุณาที่จะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ ไม่ถือสา นี่คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

     ในพวกเราทุกคนมีเมล็ดพันธุ์แห่งสติ ซึ่งเราบ่มเพาะได้ เมื่อเราบ่มเพาะ เมล็ดพันธุ์แห่งสติให้เติบใหญ่ขึ้น มากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เราจะเป็นบุคคลที่ แจ่มแจ้ง รู้จริง เห็นจริง ทำจริง มีความชัดเจน นี่คือคุณสมบัติของ พระพุทธเจ้า หากเมล็ดพันธุ์แห่งสติของเราสมบูรณ์ เราก็จะเป็นเหมือน พระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เมล็ดพันธุ์แห่งสติจะเป็นพื้นฐานของเมล็ดพันธุ์ที่จะ เจริญเป็นคุณสมบัติของพระโพธิสัตว์ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม เราทุกคนมี เมล็ดพันธุ์แห่งสติ แต่อาจจะนอนเนื่องฝังอยู่ในห้วงลึกของจิตวิญญาณ ถ้าหากไม่ปฏิบัติก็จะไม่เบ่งบานขึ้นมา เพื่อช่วยแปรเปลี่ยนความทุกข์ให้เรา

  พลังแห่งสติ


สติคืออะไร เราจะสร้างพลังแห่งสติได้อย่างไร

     การฝึกปฏิบัตินั้นเรียบง่ายมาก ด้วยความเรียบง่ายนั้นจึงทำให้เรารู้ว่าทุกคนฝึกปฏิบัติเจริญสติได้ เมื่อเราหายใจเข้า เรารู้ว่า เราหายใจเข้า เมื่อหายใจออก เรารู้ว่าเราหายใจออก และรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นภายในตัวฉัน และอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่รอบๆ ตัวฉัน เรารู้จิตใจของเรา รู้ร่างกายของเรา รู้แล้วเราจะเปลี่ยนแปรเพื่อไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น

     เมื่อเราตระหนักรู้ถึงลมหายใจ สิ่งนี้ถือว่าเป็นสิ่งวิเศษ อยู่กับลมหายใจ หายใจเข้าฉันรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า หายใจออกฉันรู้ว่า ฉันกำลังหายใจออก เมื่อเราอยู่กับลมหายใจเราจะไม่คิด ไม่กังวล เราจะรู้สึกถึงความสุข ความสงบ ความสันติในทันที ในขณะที่ อยู่กับลมหายใจ เมื่อเราอยู่กับลมหายใจแบบนี้เราเรียกว่า สติ จะทำให้เราเท่าทันว่า อะไรเกิดขึ้นในกาย ในจิต อะไรเป็นสิ่งที่ดี อะไรเป็นสิ่งที่ไม่ดี เป็นประโยชน์หรือไม่ และเรายังอาจสามารถรู้ไปถึงต้นสายปลายเหตุว่ามันเกิดขึ้นมาจากไหน แล้วเข้าใจว่า อะไรคือสิ่งที่ควรบริโภค อะไรที่จะทำให้เราสบาย ทำให้เราสุขสันติมากขึ้น สมบูรณ์มากขึ้น

เดินสมาธิ ในร้านเลมอนฟาร์ม  

     เวลาเราฝึกสติเราจะมีความสามารถที่จะเข้าใจ รู้จักตัวเอง ซึ่งจะนำมาซึ่งความสามารถ หรือพลังแห่งการกระทำในทางที่ถูกต้อง เมื่อกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเราจะสร้างจิตแห่ง เมตตากรุณา จิตที่สูงส่งมากขึ้น และสิ่งเหล่านี้จะช่วยเปลี่ยนแปรชีวิตของเราได้มากขึ้น และเรารู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ควรกระทำเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตของเรา อะไรที่เราไม่ควรทำ เราจะรักชีวิตของเรา รักตัวเองได้เหมือนกับว่าเมื่อเรามีเด็กอยู่ในครรภ์ เรารู้ว่าเวลาเรา ทำอะไร ก็จะมีผลต่อลูกของเราด้วยเสมอ เราจึงรู้ว่าเราควรจะกินอย่างไร จะทำอะไร เพื่อให้มีผลต่อเด็กในท้อง เมื่อเราฝึกสติเราก็จะรู้ว่า เมื่อเราทำอะไรกับตัวของเรา ก็จะมี ผลกระทบต่อผู้อื่น เราไม่ได้แยกขาดจากผู้อื่น

     เมื่อเรามีชีวิตที่มีคุณภาพ เราจะเห็นได้ว่าคุณภาพชีวิตของเรา ไม่ได้มีเฉพาะตัวเรา เท่านั้น จริงๆ แล้วคุณภาพชีวิตของเรามาจากบรรพบุรุษด้วย เราเป็นผู้สืบทอดสืบเนื่อง จากท่าน สิ่งที่มีคุณค่าในชีวิตของเราขณะนี้ก็จะส่งทอดไปถึงลูกหลานด้วย ในฐานะมนุษย์ เรามีความสามารถในการตระหนักรู้ เมื่อเราฝึกฝนให้มีสติมีการตระหนักรู้ เราก็จะเลือก ได้ว่า เราจะมีชีวิตอย่างไรให้มีคุณค่า ให้มีคุณภาพ

     สำหรับสัตว์เดรัจานก็มีเมล็ดพันธุ์แห่งสติเช่นกัน แต่เมล็ดพันธุ์นั้นเล็กมาก เขามี สัญชาติญาณในการดำรงชีวิต แต่แปรเปลี่ยนชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีกว่าไม่ได้ เราเป็นมนุษย์ เราเองก็มีเมล็ดพันธุ์เช่นเดียวกับสัตว์ด้วย หากไม่มีการปฏิบัติเราก็จะดำเนินชีวิตแบบนั้น ไม่รู้ตัว ให้สัญชาตญาณของสัตว์นำชีวิตเรา ทำให้เรามีชีวิตอยู่ในความมืด อยู่ในความทุกข์

     สภาพสังคมปัจจุบันอยู่ในสภาพที่เลวร้าย เช่นภาวะโลกร้อน เราไม่มีเวลามากนักที่จะเหลืออนาคตที่ดีไว้ให้ลูกหลาน เราอาจไม่มี เวลามากนักหากเราไม่ระมัดระวังในการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ภาวะปัจจุบันนั้นยากเหลือเกินที่เราจะหมุนเวลาให้หวนกลับ ในหมู่บ้านพลัม ก็พยายามที่จะใช้ชีวิตอยู่โดยช่วยลดภาวะโลกร้อน เราพยายามบริโภคน้อยลง ปีที่ผ่านมาเราลดการบริโภคลง ปกติเราไม่บริโภค เนื้อสัตว์อยู่แล้ว แต่ปีที่ผ่านมาเราไม่บริโภคนมและผลิตภัณฑ์จากนมด้วย เพราะเล็งเห็นว่าอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์ จะผลิตแก๊ส ออกมาทำให้โลกร้อน และในหมู่บ้านพลัมที่อเมริกา ก็ทดลองใช้รถที่ขับเคลื่อนโดยก๊าซที่เหลือจากการหุงต้ม จากการทอด

     เมื่อหลวงพ่อได้รู้ถึงอุดมการณ์ ความคิดของเลมอนฟาร์ม ในการทำสิ่งดีๆ สิ่งนี้ก็เป็นการช่วยโลกช่วยสิ่งแวดล้อม แม้ว่า เลมอนฟาร์ม จะมีเพียง 7 สาขาในกรุงเทพ ที่จำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ดูไม่เยอะ เมื่อเทียบกับระดับประเทศหรือระดับโลก แต่ก็นับเป็นงานที่ดีที่ได้ช่วยให้โลกปลอดภัย และน่าอยู่ในรุ่นลูกหลาน การที่เรามีส่วนร่วม อยู่ในนี้ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งใดๆ ก็ถือว่าเราเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือโลก เป็นงานแห่งอริยะ เป็นการงานอันศักดิ์สิทธิ์

     ในตอนแรกหลวงพ่อได้เกริ่นไว้ว่า แม้เมื่อเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยังมีการโต้แย้ง โต้เถียงอยู่ แต่บุคคลผู้อยู่บนหนทางแห่งการตื่นรู้นั้น จะมีวิธีการแก้ไขความขัดแย้ง มีวิธีการในการปฏิบัติต่อความขัดแย้ง ท่านจะเล่าให้ฟังย่อๆ ถึงการฝึกปฏิบัติเริ่มต้นใหม่ ที่จะช่วยให้เรา พูดคุย สื่อสาร เมื่อเราเกิดความขัดแย้ง นี่เป็น สิ่งสำคัญพื้นฐานของการเริ่มต้นใหม่ ก็คือ

     1. การฝึกที่จะฟังอย่างลึกซึ้ง
         เปิดใจฟังโดยไม่ตัดสิน เปิดใจฟังว่าเขามีความตั้งใจอย่างไร มีแรงบันดาลใจอย่างไร เปิดหัวใจฟังรับฟัง

     2. ใช้ภาษาแห่งความรัก
         ใช้วาจาแห่งสติ สื่อสารให้เราเข้าใจซึ่งกันและกันไม่ใช่ด้วยความโกรธ หงุดหงิด

     การเริ่มต้นใหม่นี้หลวงพ่อได้พูดไว้แล้วเมื่อไปอบรมในอเมริกา และมีการแปลไว้ใน วารสารพลัม พวกเราคงสามารถหาอ่านกันได้

     ท้ายนี้หลวงพ่อขอขอบคุณที่ให้โอกาสหลวงพ่อได้แลกเปลี่ยน และกรุณารับฟังหลวงพ่อเป็นอย่างดี ...๐



คณะนักบวชจากหมู่บ้านพลัมถ่ายรูปร่วมกับพนักงานร้านเลมอนฟาร์ม


เรียบเรียงจาก ธรรมบรรยายอบรมพนักงานเลมอนฟาร์มเรื่อง "การงานเพื่อความสุข"
วันที่ 3 เมษายน 2551 ห้องประชุมเลมอนฟาร์ม แจ้งวัฒนะ

บรรยายธรรมโดย ไถ่ฟับเอิ๋น : ภิกษุมุตราธรรม (หลวงพ่อส้มโอ)
แปลเป็นภาษาไทยโดย ภิกษุณีนิรามิสา
เรียบเรียงโดย อรุณจิตรา

Plum Village | Village des Pruniers | Deer Park Monastery | Green Mountain Center | Blue Cliff Monastery | Làng Mai

หมู่บ้านพลัม ประเทศไทย
   
สอบถามข้อมูลข่าวสารได้ที่ E-mail: awakeningsource@yahoo.com  
  ติดต่อผู้ดูแล website ได้ที่ E-mail: chakhi_chirachit@yahoo.com  

ปรับปรุง : 29/06/2551

www.thaiplumvillage.org