|
เราจะไม่หยุดคำพูดของเขา ไม่สวนกลับ ไม่โกรธ เราจะฟังอย่างนิ่งสงบ เราจะยัง ไม่พูดว่าเธอผิด แม้ว่าเราจะรู้ว่าเขาพูดผิด เขามีข้อมูลที่ผิด เราจะยังไม่แก้ไขสิ่งเหล่านั้น ทันที แต่จะรออยู่ สัก 2-3 วัน จึงค่อยแก้ไขข้อผิดพลาด เพราะในระหว่างการฟัง อารมณ์ ของเราอาจยังไม่ปราณีตแยบคายเพียงพอ ฉะนั้นในช่วงท้ายของการฟังอย่างลึกซึ้ง เราอาจกล่าวขอโทษอีกฝ่ายก็ไม่มีอะไรเสียหาย ในขณะที่เราพูด เราอาจรู้ว่าแท้จริงแล้ว เราก็ผิดด้วย เราเองก็อาจมีความคิดเห็นที่ผิด จึงแสดงปฏิบัติกิริยาที่ไม่ดีต่ออีกฝ่าย เรา อาจจะขอบคุณอีกฝ่าย ที่เขาบอกเล่าถึงความทุกข์ของเขาให้เราได้รับรู้
แม้ว่าในขณะนั้นเราสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ แต่เราจะใช้เวลาอีก 2-3 วัน จึงจะ บอกเล่า เราไม่ควรพยายามยืนยันข้อมูลทันที ในช่วงที่อีกฝ่ายยังไม่สามารถรับข้อมูลได้ แม้เราจะรู้ว่าข้อมูลที่เขาพูดมานั้นผิดทั้งหมด ความเป็นจริงนั้นเปรียบเสมือนยาที่ดี แต่การ ให้ยาดีมีประสิทธิภาพสูง ก็ต้องรู้ว่าคนไข้มีความสามารถรับยาได้ในปริมาณแค่ไหน การให้ยาที่ดีมากเกินไปในคราวเดียว ก็เปรียบเสมือนการให้ยาที่มากเกิน (over doze) คนไข้อาจตายได้ เช่นเดียวกัน บางทีการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ก็ต้องมีการตระเตรียม เราจะ ไม่พูดออกไปครั้งเดียวทั้งหมด เราต้องค่อยๆ กล่าว การฟังอย่างมีสติ จะทำให้สองฝ่าย ค่อยๆ เข้าใจกัน เมื่อแต่ละฝ่ายเห็นความทุกข์ของกันและกัน ก็จะช่วยปลดปล่อยความ โกรธ เกลียด ที่มีต่อกันได้ และสามารถมองอีกฝ่ายด้วยสายตาแห่งความกรุณา โดยมี ความเข้าใจเป็นพื้นฐาน สิ่งเหล่านี้ ชาวปาเลสไตน์และอิสราเอลปฏิบัติได้
ในช่วงวันสุดท้าย เราให้แต่ละฝ่ายขึ้นเวทีเพื่อรายงานผลของการฝึกปฏิบัติ ซึ่ง แต่ละฝ่ายทำได้อย่างดี และสิ่งเหล่านี้พวกเราทุกคนก็สามารถฝึกปฏิบัติได้ มิใช่เพียง ชาวปาเลสไตน์ และ อิสราเอลเท่านั้น
|