"หากเธอไม่สามารถที่จะสันติกับตัวเองได้แล้ว เธอก็ไม่สามารถสันติกับผู้อื่นได้เช่นกัน"
เสียงทุ้มต่ำเจือความอ่อนโยนของ พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ก้องกังวาลไปทั้งห้องประชุมอาคารสวนลุมพินีสถาน ที่มีสาธุชน ทั้งคนไทย และ ต่างประเทศกว่า 2,000 คนมาร่วมฟังปาฐกธรรมครั้งแรกในเมืองไทยจากพระอาจารย์ติช นัท ฮันห์
วันแห่งสติ เป็นกิจกรรมแรกในโอกาสที่พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระชาวเวียดนาม นิกายเซ็นมหายานองค์สำคัญ ของโลก และภิกษุ ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศสมาเยือนเมืองไทยอย่างเป็นทางการเพื่อร่วมฉลองงานวันวิสาขบูชาโลก
ในโอกาสนี้ ศูนย์คุณธรรมได้สนับสนุนกิจกรรม "วันแห่งสติ" ขึ้นที่สวนลุมพินี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม
"ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นพระเซนมหายานชาวเอเชียที่ได้รับความยอมรับจากคนทั่วโลก ด้วยคำสอนที่เข้าใจง่ายและลึกซึ้ง เราหวังว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้จะก่อเกิดให้เกิดความเอื้ออาทรระหว่างกันและสันติภาพในสังคม" คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเปิดการแสดงปาฐกถาธรรม
|
หายใจเถิดลูก
ก่อนที่การปาฐกถาธรรมจะเริ่มต้น ภิกษุและภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม ได้ร่วมกันนำ ร้องเพลงภาวนา นั่งสมาธิและสวดมนต์ เพื่อน้อมนำบรรยากาศแห่งความสงบ และ รอยยิ้ม แห่งสติมาสู่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม
พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ เริ่มการปาฐกถาธรรม โดยเชิญชวนให้เรากลับมาอยู่กับ ลมหายใจด้วยเสียงระฆัง
สิ่งแรกที่ท่านแนะนำให้เราทำร่วมกัน คือ "ยิ้ม" และ "หายใจ"
หายใจเข้า
หายใจออก
|
|
ฉันตระหนักรู้ว่าฉันกำลังหายใจเข้า
ฉันยิ้ม ผ่อนคลายกายและใจของฉัน
|
ท่านกล่าวว่าการฝึกปฏิบัติตามลมหายใจเข้า-ออก เช่นนี้เป็นการผสานใจและกาย ให้มา อยู่รวมกันในปัจจุบันขณะ โดยใจไม่คิดในอนาคตหรืออดีต เมื่อเราตามลมหายใจ เช่นนี้และยิ้ม จะทำให้เราผ่อนคลายและเยียวยาตนเองอย่างแท้จริง |
|
|
"หลายคนเชื่อว่าเมื่อเราทานยาเราจะหายจากการป่วย แต่จริงๆ แล้ว ร่างกายสามารถเยียวยาตัวเองได้ ถ้าเรารู้จักวิธีที่จะ พักผ่อนอย่างแท้จริง การกำหนดรู้ลมหายใจ เข้า-ฉันตระหนักรู้ร่างกายของฉัน ออก-ฉันผ่อนคลาย เช่นนี้ ถือเป็น "ศิลปะของการ พักผ่อน"
"ภาวะสันติที่แท้จริง คือ ภาวะที่ไร้ความตึงเครียดทั้งในกาย และ ใจ" ท่านกล่าวย้ำ
โดยมากเราไม่รู้จักวิธีการผ่อนคลายกายใจของเราอย่างแท้จริง เราจึงมักส่งผ่านความตึงเครียดไปให้คนรอบข้าง โดยเฉพาะ อย่างยิ่งกับคนในครอบครัว
ความเครียดนำไปสู่วาจาหรือการกระทำที่รุนแรงโดยไม่ตั้งใจ และสิ่งนี้ทำให้เกิดความขัดแย้ง บาดหมาง และ ปัญหาใน ครอบครัว จนท้ายที่สุด ทุกๆ คนที่เจ็บปวดต่างๆ หลีกเลี่ยงที่จะสื่อสารกัน
"สามีไม่สามารถคุยกับภรรยา ลูกไม่สามารถคุยกับพ่อแม่ได้ เมื่อไม่มีการสื่อสารที่ดีต่อกัน เด็กๆ ที่อยู่ในบรรยากาศ ครอบครัวเช่นนี้ ย่อมไม่เชื่อในความสุขและสันติในครอบครัว เมื่อเด็กมีความทุกข์ เขาย่อมไม่รู้วิธีที่จะดูแลอารมณ์เหล่านั้น ดังนั้น พวกเขาจึงวิ่งไปหายาเสพติด และความรุนแรง" ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าว
ท่านเล่าถึงสภาพการณ์ในประเทศฝรั่งเศส สถานที่ที่ท่านพำนักอยู่ว่า ในทุกๆ วันมีหนุ่มสาว 25 คนตัดสินใจฆ่าตัวตาย ที่ประเทศ อังกฤษ ในทุกๆ วันมีหนุ่มสาวจำนวนมากกว่าตัดสินใจฆ่าตัวตายเช่นกัน หนุ่มสาวเหล่านั้นไม่รู้วิธีการที่จะจัดการอารมณ์ ที่รุนแรง ความสิ้นหวัง สำหรับพวกเขาวิธีที่จะจบความทุกข์ได้คือการฆ่าตัวตาย พวกเขาไม่รู้ว่าอารมณ์เหล่านั้น เป็นเพียงส่วนหนึ่ง ของเขาเท่านั้น และเป็นสิ่งที่ ผ่านเข้ามา แล้วก็จะผ่านไป
|
|
ท่านแนะนำให้เรารู้จักการจัดการอารมณ์โดยการตามลมหายใจ ในอานาปาณสติสูตรแนะนำการจัดการอารมณ์ไว้ดังนี้
พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ เริ่มการปาฐกถาธรรม โดยเชิญชวนให้เรากลับมา อยู่กับลมหายใจด้วยเสียงระฆัง
สิ่งแรกที่ท่านแนะนำให้เราทำร่วมกัน คือ "ยิ้ม" และ "หายใจ"
หายใจเข้า
หายใจออก
|
|
ฉันตระหนักรู้ในความรู้สึกและอารมณ์ของฉัน
ฉันโอบล้อมความรู้สึกและอารมณ์ด้วยความอ่อนโยนนุ่มนวล
|
"การทำเช่นนี้พลังแห่งสติจะคอยโอบอุ้มอารมณ์เหล่านั้น เสมือนคุณแม่ ที่กำลังอุ้มลูก เมื่อคุณแม่สามารถอุ้มลูกด้วยความรักได้ ลูกก็ย่อมมีความทุกข์ น้อยลง"
|
เราสามารถเจริญสติในทุกๆ สถานที่ ทุกๆ อิริยาบถ ไม่ว่ายืน เดิน นั่ง หรือกำลังล้างจาน การเจริญสตินั้นไม่จำเป็นต้องทำ เพียงในวัด แต่ทำได้แม้ขณะขับรถ ขณะอยู่ที่บ้านหรือที่ทำงาน หากเราเจริญสติเช่นนี้อยู่เสมอ เมื่อเราเกิดอารมณ์โกรธหรือเศร้า พลังแห่งสติที่เข้มแข็ง ก็จะคอยโอบอุ้มอารมณ์ของเราเอาไว้
"การฝึกสติ ช่วยให้เรามีสันติในตนเอง และเมื่อเรามีสันติในตัวเอง จะเป็นการง่ายที่เราจะเชื้อเชิญให้คนในครอบครัวมี สันติด้วย"
วาจาแห่งรักและการฟังอย่างลึกซึ้ง
"การฝึกสติเป็นพื้นฐานของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ เราควรฝึกที่จะพูดด้วยวาจาแห่งรัก และตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้ง"
เมื่อเราบ่มเพาะการเจริญสติอยู่เสมอและมีความพร้อมมากพอ เราอาจพูดกับคนในครอบครัวว่า
"พ่อ/แม่/ลูก ที่รัก ฉันรู้ว่าเธอมีความทุกข์ และฉันไม่สามารถช่วยเธอได้เลย มิหนำซ้ำฉันอาจะทำให้เธอทุกข์ด้วยท่าที และ คำพูด ของฉัน ฉันอาจบังคับหรือมีอิทธิพลต่อเธอ แต่ฉันไม่ตั้งใจ ดังนั้นฉันจึงขอร้องให้เธอช่วยฉัน ได้โปรดบอกเล่าความทุกข์ และ แรงบันดาลใจ ของเธอ ให้ฉันฟังเถิด เพื่อที่ฉันจะเปลี่ยนแปลงการกระทำของฉัน ไม่ทำให้เธอมีความทุกข์อีก"
การพูดเช่นนี้ย่อมทำให้อีกฝ่ายมีความกล้าที่จะพูดถึงความทุกข์ และแรงบันดาลใจของเขาออกมา ถึงตรงนี้ผู้ฟังควรตั้งใจฟัง อย่างลึกซึ้ง ด้วยการฟังทุกๆ ถ้อยคำ โดยไม่ทักท้วงหรือไม่แก้ไขคำพูดใดๆ แม้ว่าคำพูดของเขาจะมีความคิดที่ผิดอยู่ก็ตาม เราอาจ จะอธิบาย ให้เขาฟัง หลังจากนั้น 3-4 วัน หรือ เมื่อเห็นว่าเขาพร้อมที่จะรับฟัง
"การฟังอย่างเต็มที่ คือการแสดงความรัก ความกรุณาแก่ผู้พูด"
การฟังเช่นนี้ ทำให้ผู้พูดรู้สึกว่า ผู้ฟังยอมรับในสิ่งที่เขาพูดอย่างหมดใจ เช่นนี้แล้ว หัวใจผู้พูดก็จะเปิดออกด้วยต่อไป เมื่อเรา ต้องการสื่อสารเพื่อชี้แจงเรื่องที่เขาอาจเข้าใจไม่ถูกต้อง เขาย่อมพร้อมที่จะรับฟัง และ เข้าใจเรา
การพูดด้วยวาจาแห่งรักและการตั้งใจฟังอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ เป็นการปลดปล่อยความทุกข์ของคนในครอบครัว การที่เราจะมี ความสามารถทำเช่นนั้นได้ เราต้องมีพื้นฐานของสติ
ท่านได้เล่าประสบการณ์การจัดกิจกรรมอบรมภาวนาให้กับคู่สามี ภรรยาที่สหรัฐอเมริกาว่า ตลอดการอบรมจะมีการฟังธรรม สนทนาธรรม และฝึกปฏิบัติให้ทุกการกระทำดำรงคู่ไปกับทุกลมหายใจเข้า-ออก
เมื่อฝึกปฏิบัติไปถึงวันที่ 5 ผู้ร่วมภาวนาจะ "เริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่" กับบุคคลที่มีปัญหาด้วย หากอีกฝ่ายอยู่ในการ อบรมด้วย จะเป็นการง่ายมาก เพราะทั้งคู่ต่างฝ่ายได้รดน้ำเมล็ดพันธุ์แห่งสติ ความเมตตากรุณาแล้ว แต่หากเขาไม่ได้ปฏิบัติด้วย ผู้ฝึกปฏิบัติสามารถ โทรศัพท์ หาบุคคลนั้นเพื่อขอเริ่มต้นความสัมพันธ์ใหม่
"หลายคนเมื่อได้ลองทำดูแล้ว พวกเขาบอกกับฉันว่าการสื่อสารของพวกเขาดีขึ้นมาก หลายคนไม่ใช่ชาวพุทธ แต่เขา สามารถฝึกปฏิบัติ และฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้ เราชาวพุทธย่อมฝึกปฏิบัติและฟื้นฟูความสัมพันธ์ได้เช่นกัน" ท่านกล่าวพร้อมลมหายใจ และรอยยิ้ม
|
เดินดั่งพระพุทธองค์
ในช่วงท้ายการปาฐกถาธรรม พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ ได้แนะนำวิธีการ "การเดินวิถีแห่งสติ" ว่าเป็นเพียงการเดินอย่างปกติ เราเดินเพียงเพื่อที่จะเดิน พร้อมกับตามลมหายใจเข้า-ออก โดยเราสามารถกำหนดลมหายใจกับการเดิน ได้ดังนี้
หายใจเข้า
หายใจออก
|
|
ฉันได้มาถึงแล้ว
ฉันได้มาถึงบ้านที่แท้จริง
|
ท่านอธิบายต่อไปว่า "ฉันได้มาถึงแล้ว" หมายถึง เราได้มาถึงที่นี้และ ตรงนี้แล้ว "ฉันได้มาถึงบ้านที่แท้จริง" หมายถึง การกลับมาสู่บ้านอันแท้จริง คือ ตัวของเราเอง
ในทุกๆ ย่างก้าวที่เราเดิน ขอให้เราสัมผัสพื้นดิน เสมือนการประทับตรา บนผืนแผ่นดินว่า เราได้มาถึงตรงนี้และจะไม่วิ่งวุ่นไปที่ไหนอีก
|
|
|
การเดินวิถีแห่งสตินั้นเป็นการเดินร่วมกันเป็นกลุ่ม ด้วยความสงบเงียบ และอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างเต็มที่ เป็นการเดินที่ เปิดโอกาสให้เราได้สัมผัสผืนหญ้า ท้องฟ้า นกน้อย ต้นไม้ และเพื่อนรอบข้างเราอย่างแท้จริง การเดินเช่นนี้จะทำให้เราเบิกบาน มีความสุขเป็นอย่างมาก
"เดินดั่งพระพุทธองค์ เดินด้วยความเป็นอิสระ อิสระจากอดีตและปัจจุบัน เบิกบานในทุกย่างก้าว" ท่านติช นัท ฮันห์ กล่าวปิดท้าย
ในช่วงเย็น รอบสวนลุมพินีนั้นเต็มไปด้วยย่างก้าวแห่งสติ พระอาจารย์ติช นัท ฮันห์ บรรดาภิกษุ ภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม และผู้เข้าร่วมทั้งหลายต่างร่วมกัน "เดินวิถีแห่งสติ" ด้วยความเงียบสงบ เพื่อบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสันติในเรือนใจ สันติในครอบครัว และสังคม ๐
|